10 โปรแกรม ใช้ทําอินโฟกราฟฟิค แบบง่ายๆ บนเว็บไซต์ดัง ใช้ง่าย

10 โปรแกรม ใช้ทําอินโฟกราฟฟิค แบบง่ายๆ บนเว็บไซต์ดัง ใช้ง่าย

สาระความรู้ที่อ่านเข้าใจง่ายๆ แบบภาพ Infographic

10 โปรแกรม  ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวล้ำไปไกล การเสพคอนเทนต์รูปแบบต่างๆ ด้วยอุปกรณ์มือถือก็สามารถทำได้ทุกรูปแบบและทุกที่ ผ่านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เรียกได้ว่าก็แทบจะไม่มีข้อจำกัดใดๆ มากางกั้น ไม่ใช่เพียงแต่คอนเทนต์วิดีโอเท่านั้น เรายังมีเทคโนโลยี AR และ VR ที่ทำให้ visual experience ของผู้เสพคอนเทนต์ถูกยกไปอีกระดับ

ทำให้ในปัจจุบันการทำคอนเทนต์ในโลกออนไลน์สามารถผลิตเนื้อหาออกมาได้หลายประเภทมาก ไม่จำกัดว่าต้องเป็นรูปแบบข้อความหรือรูปไฟล์เล็กแบบเมื่อก่อนแล้ว ซึ่งนี่หมายถึงคอนเทนต์ในรูปแบบของรูปภาพอย่างการทำอินโฟกราฟฟิคนั้นได้ตกยุคไปแล้วหรือเปล่านะ?

อินโฟกราฟฟิคไม่ตกยุคง่ายๆ แน่ๆ ค่ะ เพราะยังเป็นคอนเทนต์ที่ย่อยง่ายและกระตุ้นให้เกิดการแชร์ในโซเชียลได้มาก และสำหรับผู้ประกอบการหรือผู้ที่ต้องการสร้าง Content ไว้แชร์ใน Social Media วันนี้จะมาแนะนำโปรแกรมออนไลน์หรือเว็บเครื่องมือสำหรับใช้ทำโปสเตอร์อินโฟกราฟฟิคแบบใช้งานง่ายๆ ไม่ต้องมีความรู้เรื่องการออกแบบมากมาย และใช้งานได้ฟรีกันค่ะ

1. Canva
Canva เป็นหนึ่งเครื่องมือออนไลน์ที่เป็นที่นิยมมากสำหรับใช้ทำงานดีไซน์และอินโฟกราฟฟิค เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องดีไซน์ เพราะใช้งานง่ายมาก แถมมีเทมเพลตให้เลือกมากมาย ไม่แค่เฉพาะสำหรับอินโฟกราฟฟิค แต่จะทำแบนเนอร์บนโซเชียล แบนเนอร์สำหรับ ads หรืออะไรก็มีเทมเพลตสำเร็จรูปให้เลือกใช้สรรมากมายไม่ซ้ำแบบ

ข้อสังเกต:
-มีคลังเทมเพลตให้เลือกหลายแบบ แยกประเภทออกเป็น Education, Process, Business, Timeline และ Charity
-มีรูปลิขสิทธิ์ CC0 ให้เลือกใช้เยอะ
-มีไอคอนและฟ้อนท์ฟรีเยอะ
-สามารถใช้งานง่าย เหมาะสำหรับมือใหม่
-มีเทมเพลต แบบภาพ เคลื่อนไหวด้วย
-สร้างทีม เพื่อเพิ่มสมาชิกที่สามารถเข้าถึงไฟล์งานได้

ราคา:
ใช้งานได้ฟรี แต่บางฟีเจอร์ต้องอัปเกรดถึงจะใช้ได้

พวกรูป ไอคอน เวกเตอร์ที่สวยๆ โดยมากจะถูกล็อคไว้สำหรับบัญชีผู้ใช้แบบพรีเมียม หรือซื้อทีละชิ้นในราคา $1

ตัวเลือกในการอัปเกรด:
Canva Pro: เลือกจ่ายแบบรายเดือนที่ $12.95 ต่อเดือน | เลือกจ่ายแบบรายปีที่ $9.95 ต่อเดือน

มีฟีเจอร์พิเศษหลายอย่างเพิ่มเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขขนาดของ Canvas ได้ตามจะชอบ แม้ภายหลังจากที่เริ่มโปรเจคไปแล้ว การมี Brand Kit เป็นของตัวเอง ช่วยคุมโทนให้กับแบรนด์ของคุณ สามารถเข้าถึงคลังรูปภาพพรีเมียมได้ทั้งหมด สร้างพื้นหลังโปร่งใส่ได้

🔹 ใช้งานบนอุปกรณ์มือถือได้ | iOS, Android

2. Crello
Crello อาจจะไม่ได้เป็นที่นิยมเท่า Canva แต่ก็เป็นเครื่องมือออนไลน์ที่ใช้งานง่ายๆ บนเว็บด้วยลักษณะ Drag & Drop หรือก็คือการลากวางเช่นเดียวกัน ทำให้การดีไซน์รูปสำหรับโพสบนโซเชียลเป็นเรื่องง่ายมากขึ้น โดย Crello เคลมว่าบนแพลตฟอร์มของ Crello นั้นมีเทมเพลตให้เลือกสรรมากมายกว่า 10,000+ เลยทีเดียว

ข้อสังเกต:
-สามารถใช้งานง่าย เหมาะสำหรับมือใหม่
-มีเทมเพลตแบบภาพเคลื่อนไหวด้วย

ราคา:
ใช้ฟรี แต่บางฟีเจอร์ต้องอัปเกรดถึงจะใช้ได้

พวกรูป ไอคอน เวกเตอร์ที่สวยๆ โดยมากจะถูกล็อคไว้สำหรับบัญชีผู้ใช้แบบพรีเมียม หรือซื้อทีละชิ้นในราคา $0.99

ตัวเลือกในการอัปเกรด:
Crello Pro: $7.99 ต่อเดือน

มีฟีเจอร์พิเศษหลายอย่างเพิ่มเข้ามา สามารถเข้าถึงคลังรูปภาพพรีเมียมเทมเพลต รูปภาพ วิดีโอ และสร้างทีมได้

🔹 ใช้งานบนอุปกรณ์มือถือได้ | iOS, Android

3. Snappa

Snappa เป็นเครื่องมือที่ไม่กั๊กฟีเจอร์ใดๆ กับผู้ใช้ ผู้ใช้งานแบบฟรีสามารถใช้งานฟีเจอร์เท่าๆ กันกับผู้ใช้งานแบบเสียค่าใช้จ่าย เพียงแต่บัญชีผู้ใช้งานฟรีนั้นจะมีข้อจำกัดเรื่องจำนวนครั้งที่สามารถ Export ไฟล์ออกมาได้

ข้อสังเกต:
– ฟีเจอร์ ครบครันทั้งบัญชีผู้ใช้งานแบบฟรีและแบบจ่ายเงิน
– จำกัดจำนวน การดาวน์โหลดไฟล์ออกมาของบัญชีฟรี เพียง 3 เดือนต่อครั้ง
– มีคลัง มีเดีย ฟรี ให้เลือกนำมาประกอบการใช้งาน
– สามารถ ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับ มือใหม่

ราคา:
ใช้ฟรี (Export ไฟล์ได้เพียง 3 เดือนต่อครั้ง)

ตัวเลือกในการอัปเกรด:
Pro: เลือกจ่ายแบบรายเดือนที่ $10 ต่อเดือน | เลือกจ่ายแบบรายปีที่ $15 ต่อเดือน

Team: เลือกจ่ายแบบรายเดือนที่ $20 ต่อเดือน | เลือกจ่ายแบบรายปีที่ $30 ต่อเดือน

4. Venngage

Venngage เป็นเครื่องมือที่คลายคลึงกับ Canva ตรงที่มีเทมเพลตให้เลือกหลายแบบ ไม่ว่าจะทำโปสเตอร์ ทำแบนเนอร์ ทำโปรโมชัน หรืออินโฟกราฟฟิค นอกจากนี้ในส่วนของเทมเพลตสำหรับอินโฟกราฟฟิค ยังมีเทมเพลตที่แยกตามประเภทของการจัดเรียงข้อมูลด้วย ดังนี้

แบบสถิติ (Statistical)
แบบให้ข้อมูล (Informational)
แบบเป็นขั้นตอน (Process)
แบบเปรียบเทียบ (Comparison)
แบบไทม์ไลน์ (Timeline)
แบบแผนภูมิศาสตร์ (Geographic)
แบบชาร์ต (Charts)
แบบการสอนแบบฮาวทู (Tutorial)

ข้อสังเกต:
-จำกัด จำนวน การดาวน์โหลดไฟล์ออกมาของบัญชีฟรีของนักเรียน
-มีการแยก ประเภทของอินโฟกราฟฟิคให้
-สามารถ ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับมือใหม่
-มีส่วนลด ให้สำหรับนักเรียน นักศึกษาและองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร

ราคา:
ใช้ฟรีสำหรับนักเรียน

ตัวเลือกในการอัปเกรด:
Premium: เลือกจ่ายแบบรายเดือนที่ $19 ต่อเดือน

Business: เลือกจ่ายแบบรายเดือนที่ $49 ต่อเดือน

5. Piktochart
Piktochart เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับใครที่กำลังมองหาเครื่องมือดีๆ ไว้ทำอินโฟกราฟฟิค Piktochart เว็บนี้มีเทมเพลตให้เลือกหลายขนาด ทั้งอินโฟกราฟฟิคขนาดยาว และแบบเลื่อน (slide) รวมทั้งสำหรับโปสเตอร์ด้วย เทมเพลตบางอันจะมีไว้สำหรับผู้ใช้แผนจ่ายเงินแบบ Lite หรือ Pro เท่านั้น

ข้อสังเกต:
– สามารถ ปรับขนาด Canvas ได้
-มี Photo Library และไอคอนให้เลือกใช้ฟรี
– สามารถ ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับมือใหม่

ราคา:
ใช้ฟรี แต่มีลายน้ำ

ตัวเลือกในการอัปเกรด:
Pro: เลือกจ่ายแบบรายเดือนที่ $24.17 ต่อเดือน

Pro Team: เลือกจ่ายแบบรายเดือนที่ $82.50 ต่อเดือน

6. easel.ly
easel.ly ช่วยให้มือใหม่สามารถทำอินโฟกราฟฟิคออกมาได้ง่ายดายจากหน้า Main page คล้ายคลึงกับ Venngage ตรงที่ในส่วนของเทมเพลตสำหรับอินโฟกราฟฟิค มีการแยกตามประเภทของการจัดเรียงข้อมูลด้วยของเทพเพลต ดังนี้

แบบเป็นขั้นตอน (Process)
แบบเปรียบเทียบ (Comparison)
แบบไทม์ไลน์ (Timeline)

ข้อสังเกต:
– ดาวน์โหลด ฟรี ไม่มีลายน้ำติดมา
– มีการแยก ประเภท ของ อินโฟกราฟฟิค ให้หลากหลายมาก
– สามารถ ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับมือใหม่และนักเรียน
– ราคา ของแผนแบบจ่ายเงินค่อนข้างย่อมเยาว์
– มีส่วนลด ให้นักเรียน

ราคา:
ใช้ฟรี

ตัวเลือกในการอัปเกรด:
Student: เลือกจ่ายแบบรายเดือนที่ $2 ต่อเดือน

Individual: เลือกจ่ายแบบรายเดือนที่ $4 ต่อเดือน

Business: เลือกจ่ายแบบรายเดือนที่ $5 ต่อเดือน

7. Visme
Visme คืออีกหนึ่งเว็บโปรแกรมที่ใช้งานได้ง่ายมาก และจะช่วยให้มือใหม่อย่างคุณสามารถสร้างอินโฟกราฟฟิคได้สวยงามตามต้องการ มีคลังของไอคอน เวคเตอร์ เทมเพลตให้เลือกมากมาย นอกจากนี้ ยังสามารถสร้างชาร์ตและไดอะแกรมจากการกรอกรายละเอียดตัวเลขต่างๆ ได้อย่างสะดวกยิ่งกว่าเครื่องมือไหนๆ

ข้อสังเกต:
– มีลักษณะ เป็น Interactive Charts
– หาก อินโฟกราฟฟิค ยาว สามารถดาวน์โหลดออกมาเป็นบล็อคๆ ได้
– สามารถ ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับมือใหม่และนักเรียน
– มีส่วนลด ให้ครู-นักเรียน

ราคา:
ใช้ฟรี

ตัวเลือกในการอัปเกรด:
เลือกจ่ายแบบรายเดือนที่ $39 ต่อเดือน

เลือกจ่ายแบบรายเดือนที่ $25 ต่อปี

8. Infogram
Infogram เหมาะกับสำหรับการทำอินโฟกราฟฟิคที่ต้องใช้ตัวเลขเยอะๆ เพราะเป็นเครื่องมือที่ช่วยจัดการข้อมูลตัวเลขให้ออกมาเป็นชาร์ตได้อย่างสวยงาม แม้ว่าจะมีตัวเลือกเทมเพลตไม่มากนักก็ตาม

ข้อสังเกต:
– เหมาะ กับ สำหรับอินโฟ กราฟฟิค ที่เป็นข้อมูลเชิงสถิติ
– ไม่ค่อยมี เทมเพลต ให้เลือกเยอะ เมื่อเทียบกับเว็บโปรแกรมอื่นๆ
– เข้าใช้งาน เป็นทีม พร้อมกันได้แบบ real-time (แผนแบบ Team ขึ้นไป)

ราคา:
ใช้ฟรี 10 โปรเจค

ตัวเลือกในการอัปเกรด:
Pro: เลือกจ่ายแบบรายเดือนที่ $19 ต่อเดือน

Business: เลือกจ่ายแบบรายเดือนที่ $67 ต่อเดือน

Team: เลือกจ่ายแบบรายเดือนที่ $149 ต่อเดือน

9. Animaker
ชื่อก็บอกใบ้อยู่แล้วว่าเกี่ยวกับอนิเมชั่น จริงๆ แล้วเครื่องมือนี้จะเน้นสำหรับสร้างวิดีโออนิเมชั่นในแบบต่างๆ แต่เครื่องมือนี้ก็สามารถช่วยทำอินโฟกราฟฟิคแบบเคลื่อนไหวได้ด้วย ในเว็บมีคลังและเทมเพลตรูปภาพและอนิเมชั่นให้เลือกใช้ในอินโฟกราฟฟิคได้จำนวนมาก

ข้อสังเกต:
– ความคม ชัดระดับ HD
– ดีไซน์ ไม่ร่วมสมัย นัก
– บัญชีฟรี จะมี เทมเพลต ให้เลือกใช้ไม่มาก

ราคา:
ใช้ฟรี แต่มีลายน้ำ

ตัวเลือกในการอัปเกรด:
Starter: เลือกจ่ายแบบรายเดือนที่ $35 ต่อเดือน

Business: เลือกจ่ายแบบรายเดือนที่ $79 ต่อเดือน

10. BeFunky
BeFunky เป็นเครื่องมือตกแต่งรูปภาพและดีไซน์อินโฟกราฟฟิคสำหรับมือใหม่ แม้ว่าจะเน้นวิธีการตกแต่งรูปภาพเป็นหลัก แต่เว็บไซต์นี้ก็มีเทมเพลตอินโฟกราฟฟิครวมอยู่ด้วยเช่นกัน การใช้งานเป็นลักษณะของการ Drag & Drop ทำให้ใช้งานง่าย

ข้อสังเกต:
– เหมาะ เมื่อต้อง ทำชาร์ต หรือ อินโฟกราฟฟิค ที่เน้นรูปถ่ายเยอะๆ
– อาจไม่เหมาะ สำหรับคน ที่ ไม่มีพื้นฐาน ด้านการดีไซน์ เนื่องจากมี เทมเพลต ให้เลือกน้อยเกินไป
– ฟีเจอร์ไม่เยอะนัก แต่โดยรวมใช้งานง่าย

ราคา:
ใช้ฟรี

ตัวเลือกในการอัปเกรด:
BeFunky Plus: เลือกจ่ายแบบรายเดือนที่ $6.99 ต่อเดือน

7 Steps to Create Infographics

7 ขั้นตอนการสร้างอินโฟกราฟิก
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบ Infographic กำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก เพราะ Infographic ทำให้ผู้อ่านสามารถรับรู้ข้อมูลได้รวดเร็ว และเข้าใจง่ายจากการแปลงข้อความมากมายให้ออกมาเป็นภาพ วันนี้จึงมาแนะนำ 7 ขั้นตอนในการทำ Infogaphic ให้โดนใจกลุ่มเป้าหมาย สวยงาม และยังสามารถรับรู้ข้อมูลได้อย่างครบถ้วนอีกด้วย

1.ทำความเข้าใจจุดประสงค์ในการทำ
ในการทำ Infographic เป็นสิ่งสำคัญมากที่ผู้จัดทำจะต้องเข้าใจจุดประสงค์ในการจัดทำ ซึ่งควรตอบคำถามนี้ให้ได้ว่า ทำไมต้องทำ ทำเพื่ออะไร และนำเสนอที่ไหน เพื่อเป็นการวางขอบเขตให้กับรูปแบบหรือหน้าตา Infographic ที่นำเสนอออกมา เช่น เพื่ออธิบายข้อมูลสถิติ เพื่ออธิบายสินค้าและบริการที่มีทั้งหมดในบริษัท เป็นต้น

2.วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย
การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน ส่งผลให้การรับรู้เนื้อหาแตกต่างกันด้วย ดังนั้น ผู้จัดทำจึงต้องออกแบบหน้าตา Infographic ให้เหมาะสมกับการรับรู้ของกลุ่มเป้าหมาย เช่น กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนที่มาฟังเนื้อหาการสอน อาจจะต้องออกแบบให้มีสีสันที่ดึงดูดใจ ให้สายตาอยู่กับเนื้อหาได้นาน แต่ถ้าหากเป็นลูกค้า ซึ่งมีความเร่งรีบ ต้องการเข้าใจข้อมูลอย่างรวดเร็ว ก็จะต้องออกแบบให้เนื้อหาเข้าใจง่าย กระชับ เป็นต้น

3.กำหนดหัวข้อ และรวบรวมข้อมูล
เมื่อรู้ว่าเราทำไปทำไม เพื่อใคร และนำเสนอที่ไหนแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการกำหนดหัวข้อที่ต้องการจะนำเสนอ เราควรกำหนดหัวข้อที่จำเป็นเท่านั้น ส่วนใดไม่เกี่ยวข้องไม่จำเป็นต้องนำมาแสดงด้วย เนื่องจากจะทำให้ผู้อ่านไม่เข้าใจว่าต้องการโฟกัสในส่วนใด แล้วจึงรวบรวมข้อมูลทั้งหมด

4.จัดลำดับข้อมูล
เมื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดได้แล้ว ลำดับต่อมาคือการนำข้อมูลมาจัดลำดับว่าข้อมูลใดควรนำเสนอ ก่อน-หลัง ข้อมูลใดสำคัญที่สุด และสำคัญรองลงมา หรือข้อมูลใดควรนำเสนอก่อน เพราะมีผลต่อการนำเสนอข้อมูลในส่วนถัดมา เป็นต้น เพื่อจัดลำดับการรับรู้ของผู้อ่านให้เข้าใจง่ายที่สุด

5.สร้างสตอรี่
อีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญ และหลายๆ คนมักจะมองข้าม คือการค้นหาวิธีการเล่าเรื่อง การทำ Infographic ที่ดี จะต้องสร้างสตอรี่ หรือค้นหาวิธีการนำเสนอข้อมูลเหล่านั้นให้เข้าใจง่าย และน่าสนใจ เช่น ต้องการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของบริษัท เราอาจจะนำเสนอเป็นแบบ Timeline เพราะเป็นการเล่าเรื่องที่ทำให้เห็นจุดเกิดของเหตุการณ์ต่างๆ ในแต่ละข่วงเวลานั้นๆ เห็นภาพได้อย่างต่อเนื่อง และเข้าใจได้ง่าย หรือต้องการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการที่มีทั้งหมดของบริษัท อาจจะนำเสนอในรูปแบบ Flowchart แยกให้เห็นองค์ประกอบต่างๆ ของบริษัทได้ชัดเจน และรับรู้ได้อย่างรวดเร็วในภาพๆ เดียว

6.ออกแบบจัดทำ
เมื่อเราได้วิธีการเล่าเรื่องแล้ว ก็นำมาสู่ขั้นตอนในการออกแบบหน้าตาของ Infographic ซึ่งหัวใจของ Infographic คือการแปลงข้อมูลตัวอักษร ออกมาให้เป็นรูปภาพ ดังนั้น ในการออกแบบจึงจำเป็นจะต้องออกแบบภาพให้เข้าใจง่าย และสื่อความหมาย ไม่ควรใช้ภาพที่มีรายละเอียดมากจนเกินไป เนื่องจากจะทำให้ยากต่อการจดจำ ซึ่งรูปแบบภาพที่เป็นที่นิยม คือการใช้ไอคอน หรือภาพกราฟิกที่ไม่ซับซ้อน ในการสื่อความหมาย และใช้สีในการออกแบบไม่เยอะจนเกินไป ประมาณ 3-4 สี เท่านั้น

7.เผยแพร่
ในการเผยแพร่ Infographic ในปัจจุบันก็มักจะนำเสนอในรูปแบบออนไลน์เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเข้าถึงได้ง่าย สามารถ Like หรือ Share ข้อมูลไปได้อย่างรวดเร็วผ่านทาง Social Media ดังนั้น เพื่อเพิ่มความน่าสนใจ ควรมีการตั้ง Caption หรือคำโปรยภาพให้น่าสนใจ เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายให้เข้ามาดูเนื้อหานั่นเอง เพียงเท่านี้ข้อมูลมากมายของคุณ ก็จะกลายเป็น Infographic ที่น่าสนใจ ทำให้การนำเสนอข้อมูลไม่ใช่เรื่องที่น่าเบื่ออีกต่อไป รับทำ graphic

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *