อยากเป็น Graphic Designer แต่ไม่มีความรู้พื้นฐาน ควรเริ่มต้นยังไง??

อยากเป็น Graphic Designer แต่ไม่มีความรู้พื้นฐาน ควรเริ่มต้นยังไง??

อยากเป็น Graphic Designer ควรเริ่มต้นอย่างไร?

อยากเป็น Graphic Designer ควรเริ่มต้นอย่างไร?

นักออกแบบ และศิลปินส่วนใหญ่ต่างก็เริ่มต้นจากความชื่นชอบส่วนตัวกันทั้งนั้น เพราะแน่นอนว่าไม่มีใครเกิดมาปุ๊บ ก็สามารถเป็นดีไซเนอร์มือฉมังได้เลย ทุกคนต่างก็ต้องผ่านช่วงเวลาเหล่านี้กันมาทั้งนั้น จากความชอบ ฝึกฝนจนพัฒนากลายมาเป็น Graphic Designer ในที่สุด
สำหรับการเริ่มต้นของ Graphic Designer นั้นมีอะไรบ้างที่เราจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับวงการนี้ วันนี้เราจะมาลองชำแหละทีละข้อๆ พาทุกคนไปติดตามเรื่องราวเหล่านั้นไปด้วยกัน

Graphic Designer?
สำหรับงาน Graphic Design ในปัจจุบันก็ขยายขอบเขตกว้างขึ้นจากเดิมที่รองรับแต่สื่อที่เป็นภาพนิ่ง แต่ปัจจุบันก็ขยายมาสู่สื่อที่เคลื่อนไหวได้มากขึ้น เช่น Motion Graphic หรือ Web Interactive เป็นต้น
ส่วน Graphic Designer เราสามารถแบ่งแบบกว้างๆ ได้แก่ Artist และ Designer ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
Artist ก็คือกลุ่มคนที่ชื่นชอบการทำงานในแบบศิลปิน หรืออาจเรียกว่า Graphic Artist หรือ Visual Artist และ นักวาดภาพประกอบ (Illustrator) ซึ่งผลงานจะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น โดยอาจตอบสนองความรู้สึกของตัวเองในเชิงศิลปะ หรือการตอบโจทย์ทางธุรกิจก็ได้ โดยใช้สไตล์ และรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาในการตอบโจทย์ เช่น Illustration หรือ Character Design เป็นต้น

Designer ก็คือกลุ่มคนที่ชื่นชอบทำงานในรูปแบบของนักออกแบบ มุ่งตอบสนองต่อโจทย์ การใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ทางธุรกิจรวมถึงงานเพื่อสังคมเป็นหลัก รูปแบบ และสไตล์จะเกิดจาก Brief งานลักษณะนี้ จะเน้นกระบวนการออกแบบ (Design Process) เพื่อแก้ปัญหา (Problem Solving) ด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์ (Creative Solution) ตัวอย่างเช่น Corporate/Branding Identity หรือ Environmental Graphic

ลำดับต่อมาสิ่งที่เราควรรู้ คือ ขอบเขตของงาน Graphic Design อาจแบ่งได้ออกเป็นหมวดต่างๆ ยิบย่อยลงไปอีก เช่น
Corporate/Branding Identity คือการใช้ Graphic Design สร้างภาพลักษณ์ขององค์กร หรือตราสินค้า อย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่การสร้างโลโก้ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในสาขาต่างๆ โดยผลงานในสาขานี้ มักเน้นการใช้งานที่ยั่งยืน ผลงานอาจไม่หวือหวา แต่ในระยะยาวผลงานที่ดีจะไร้กาลเวลา อยู่เหนือยุคสมัย รับทำ graphic

Visual Campaign คือการใช้ Graphic Design เพื่อกระตุ้นการรับรู้ ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ โดยมีประเด็นหรือวาระที่ชัดเจน เช่น งานอีเวนท์โปรโมทภาพยนตร์ หรือการแสดงดนตรี งานแคมเปญโฆษณาโปรโมทเทศกาลฟุตบอลโลก

Packaging Design คือการใช้ Graphic Design ผสมผสานกับ Product Design โดยบทบาทของงาน Graphic Design จะช่วยในการสร้างความแตกต่าง สร้างการจำจด โดยจะเชื่อมโยงกับ Branding

Editorial Design คือการจัดการเนื้อหาที่เน้นข้อมูลให้ออกมาน่าสนใจสวยงามตามคอนเซ็ปต์ และเนื้อหาที่ออกมาในรูปแบบของสื่อสิ่งพิมพ์ โดยจำเป็นต้องผสมผสานเทคนิคการผลิตจริง เช่น เทคนิคการพิมพ์ประเภทของกระดาษ ฯลฯ ทั้งนี้ เพื่อสร้างคุณค่า และสร้างประสบการณ์ทางผิวสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ของงานสื่อสิ่งพิมพ์ที่สื่อดิจิทัลไม่สามารถแทนที่ได้

Environmental Graphic การออกแบบที่เน้นฟังก์ชั่นที่สัมพันธ์กับบริบท ให้ความสำคัญเรื่องขนาดที่สอดคล้องกับลักษณะการใช้งานในสภาพแวดล้อมจริงๆ เช่น ป้ายบอกทาง ป้ายสัญลักษณ์ต่างๆ

UI/Interaction Design การออกแบบในรูปแบบ Digital Content โดยรองรับบนอุปกรณ์ที่ใช้งาน เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ โดยการออกแบบประเภทนี้ต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ Human Computer Interaction ซึ่งก็คือการเข้าใจพฤติกรรม และธรรมชาติในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ สะดวก และรวดเร็วที่สุด รวมทั้งเรื่องความสวยงามและมีเอกลักษณ์ในงานออกแบบ

Motion Graphics Design คือการนำผลงาน Graphic Design มาสร้างการเคลื่อนไหว ผลงานที่ได้จะมีความหลากหลาย เปลี่ยนไปตามวัตถุประสงค์การใช้งาน เช่น Motion Infographics, Character Animation หรือ Title Design

Adobe Creative Cloud
รู้จักประเภทของงานไปแบบคร่าวๆ กันแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการเริ่มต้นทำความรู้จักกับเครื่องมือที่เหล่า Graphic Designer ใช้เพื่อเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ในหัว หรือสิ่งที่สเก็ตในกระดาษให้ออกมาเป็นรูปธรรม และให้อยู่ในรูปแบบ Digital Media เพื่อสามารถนำมาต่อยอดเพื่อใช้สำหรับ Platform ต่างๆ แน่นอนว่าเครื่องมือสุดฮิตของเหล่า Graphic Designer ทั่วโลกก็คือโปรแกรมที่ช่วยในการออกแบบของ Adobe หรือ Adobe Creative Cloud

Adobe Photoshop
เชื่อได้เลยว่าไม่มี Graphic Designer คนไหนที่ไม่เคยผ่านด่านPhotoshop เพราะเจ้าโปรแกรมที่แทบไม่มีใครไม่เคยได้ยินชื่อตัวนี้นี่แหละ ที่เป็นด่านแรกๆ สำหรับการเข้าสู่วงการความสามารถของตัวโปรแกรมหลักๆ ก็คือการสร้างภาพ การตัดต่อ และตกแต่งองค์ประกอบต่างๆ ในภาพรวมทั้งใส่เอฟเฟ็กต์ต่าง ๆ

Adobe Illustrator
ถือเป็นด่านต่อมาสำหรับผู้ที่เริ่มมีพื้นฐาน และเริ่มอยากสร้างผลงานประเภท Character Design, Logo และ Infographic ต่างๆ รวมทั้งสำหรับสาย Environmental Graphic ที่ทำงานด้านป้ายบอกทาง และสัญลักษณ์ต่างๆ โดยจุดเด่นของ Illustrator คือการสร้างภาพในรูปแบบ Vector เป็นงานมีความคมชัด โดยภาพที่ได้จะเป็นไฟล์ภาพขนาดใหญ่เมื่อนำไปขยายภาพจะไม่แตก โดยสามารถสร้าง Character ที่ดูบนหน้าจอมือถือไปจนถึงขนาดภาพบิลบอร์ดบนตึก แต่โปรแกรมจะไม่สามารถตกแต่งภาพได้แบบ Photoshop

Adobe Indesign
สำหรับผู้ที่เริ่มมีความสนใจเฉพาะด้านมากขึ้น โดยโปรแกรมจะเด่นด้านจัด Layout ต่างๆ การจัดการตัวหนังสือ หรือ Text การตั้งค่าหน้ากระดาษ และคุณสมบัติต่างๆ ที่มีจำนวนมาก ซึ่งจะสะดวกกว่าการจัด Layout ด้าย Photoshop หรือ Illustrator โดยผลงานส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบงานจัดหน้าหนังสือหรือนิตยสารทั้งแบบรูปเล่ม และแบบดิจิทัล

Adobe After Effects
สำหรับคนที่ต้องการนำภาพที่สร้างจาก Photoshop และ Illustrator มาสร้างภาพเคลื่อนไหว รวมทั้งสามารถใส่ Effect ต่างๆ ให้กับภาพได้ ผลงานที่ถูกสร้างขึ้นด้วยโปรแกรมนี้ก็คืองานจำพวก Motion Graphic, Motion Info graphic เป็นต้น

จากทั้งหมดข้างต้น เราอาจจะพอเห็นภาพรวมของผลงานด้าน GraphicsDesign บ้างในระดับหนึ่ง แต่เบื้องหลังการสร้างผลงานเหล่านี้ กลุ่มศิลปิน นักออกแบบ หรือนักสร้างสรรค์ผลงาน Graphic Design ที่ยอดเยี่ยมนั้น ส่วนใหญ่ต้องใช้ชีวิตแทบไม่ต่างกับนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้ความทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และเวลา เพื่อการเรียนรู้ ทดลอง ทำซํ้าๆ จนกว่าจะได้ผลงานอันเป็นที่น่าพอใจ
หากเราเคยชมชีวิตของ ยุ่น ในภาพยนตร์เรื่อง “Freelance ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ” อาจจะพอเห็นสภาพแวดล้อมการทำงานในชีวิตจริงๆ บางส่วนที่เราต้องทำงานภายใต้ความกดดัน จากโจทย์การทำงานต่างๆ ระหว่างการทำงาน
แต่เมื่อผลลัพธ์ที่ผลงานของเราได้เผยแพร่ออกไปสู่สาธารณะ ได้รับการยอมรับ หรือผลงานสามารถ
สร้างผลกระทบในวงกว้างจนไปนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างได้ สิ่งนั้นอาจจะเป็น “คุณค่า”
ที่เหล่า Graphic Designer ทุกคนคิดว่า “คุ้มค่า” เพราะสิ่งเรากำลังจะทำมันมีค่ามากกว่า ผลตอบแทนในรูปของรายได้เพียงอย่างเดียว ซึ่งนี่อาจจะเป็นรสชาติ ที่รอทุกคนมาสัมผัสประสบการณ์นี้ด้วยตัวเอง

ความรู้เรื่องต้น

ความรู้เรื่องต้น

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกราฟิกดีไซน์

กราฟิกดีไซน์ (Graphic Design)
เป็นคำทับศัพท์มาจากภาษาอังกฤษ graphic design โดยคำว่า graphic ในภาษาไทยใช้คำว่า เรขาศิลป์ เลขนศิลป์ เรขภาพ ส่วน design แปลว่า การออกแบบ เมื่อรวมกันแล้ว กราฟิกดีไซน์จึงมีความหมายว่า การออกแบบเรขศิลป์ หรือ การออกแบบเลขนศิลป์ นั่นเอง

กราฟิกดีไซน์ คือ การออกแบบรูปภาพสัญลักษณ์ที่มองเห็นด้วยตา ถือเป็นทัศนศิลป์อย่างหนึ่ง รูปภาพสัญลักษณ์นี้มีหน้าที่สื่อความหมายให้เกิดความหมาย โดยมีสีและรูปร่างต่างๆ ประกอบกันให้สมบูรณ์ องค์ประกอบของงานกราฟิก แบ่งออกเป็น 8 ชนิดได้แก่ เส้น รูปร่าง รูปทรง น้ำหนัก พื้นผิว ที่ว่าง สี และตัวอักษร เพราะในสิ่งเหล่านี้มักจะมีความหมายในตัวเอง

การใช้สีหรือการใช้รูปแบบตัวอักษรก็ให้ความหมายที่แตกต่างกันได้มาก หรือในรายละเอียดของการใช้รูปทรง เส้นต่างๆ ก็ได้ให้ความหมายแตกต่างออกไปตามบริบทนั้นๆ โดยการใช้สีหรือรูปทรงอื่นๆ ที่ต่างบริบทกันก็ทำให้ความหมายเปลี่ยนแปลงได้ รับทำ graphic

ยกตัวอย่าง
เส้น (Line) การใช้เส้นสามารถสื่อความหมายได้ ดังนี้
เส้นแนวนอน สงบ ราบเรียบ
เส้นแนวตั้ง มั่นคง
เส้นทแยง ไม่มั่นคง
เส้นตัดกัน แข็งแกร่ง หนาแน่น
เส้นโค้ง อ่อนน้อม
เส้นประ ไม่สมบูรณ์
เส้นโค้งแบบคลื่น นิ่มนวล
เส้นโค้งก้นหอย ไม่มีที่สิ้นสุด
เส้นซิกแซ็ก อันตราย

ดังนั้นการออกแบบให้เกิดภาพและสัญลักษณ์ควรต้องพึ่งนักออกแบบที่มีความถนัดในสายนี้เพื่อให้งานเหล่านั้นออกมาสวยงามและมีความสมบูรณ์มากที่สุด แต่ความเข้าใจผิดของคนส่วนใหญ่ ก็คือยังคิดว่างานกราฟิกดีไซน์เป็นงานที่ทำด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งในความเป็นจริงคอมพิวเตอร์เป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่งที่ช่วยในการสร้างงานกราฟิกดีไซน์ได้เช่นเดียวกับ ดินสอ ปากกา และพู่กัน

ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบใดๆ ปัจจัยสำคัญ คือ ความหมายที่ต้องการสื่อ เป้าหมายของนักออกแบบทุกคนคงหนีไม่พ้นความต้องการให้ผู้รับสารทุกคนเข้าใจความหมายและชื่นชอบในผลงานของตัวเอง ดังนั้นนักออกแบบก็มีความจำเป็นที่ต้องฝึกฝนฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบงานของตัวเองเช่นกัน

20 หลักพื้นฐานของ Graphic Design

20 หลักพื้นฐานของ Graphic Design

20 หลักการพื้นฐาน Graphic Design

ว่ากันว่าถ้าคุณอยากแหกกฎ คุณจำเป็นต้องเรียนรู้กฎให้ถ่องแท้เสียก่อน แล้วคุณจะรู้ได้ว่ากฎนั้นๆ สามารถแหก แหวก และทำลายมันได้ตรงไหนบ้าง และนี่คือหลักการพื้นฐานทั้ง 20 ข้อของการออกแบบกราฟิก ( Graphic Design ) ที่จำเป็นต้องรู้และทดไว้ในใจ เผื่อว่าวันไหนอยากจะแหกกฎขึ้นมาจะได้แหกได้อย่างมีหลักการ ซึ่งการันตีได้ว่าคุณสามารถอธิบายปกป้องงานดีไซน์ของคุณได้อย่างเต็มปาก เพราะคุณมีวิธีคิดเบื้องหลังการออกแบบรองรับอยู่แล้วนี่นา อย่าเสียเวลาเลย ตามไปดูเลยดีกว่าว่ามีหลักการอะไรบ้าง เพราะมันมีตั้ง 20 หลักการแหนะ!

1. LINE

พื้นฐานที่สุดของกราฟิกก็คือลายเส้น ( LINE ) นี่แหละครับ ไม่ว่าเส้นหนาหรือบาง เส้นประ เส้นโค้ง เส้นซิกแซก ล้วนแต่เป็นอะไรที่สร้างรูปทรงและความหมายได้ทั้งนั้น สามารถประกอบเป็นภาพก็ได้ หรือใช้เน้นบางส่วนขอเนื้อหาก็ยังได้เช่นกัน

2.SCALE

ขนาด ( SCALE ) ใครคิดว่าไม่สำคัญ เพราะนี่คือการจัดการความสำคัญของงานออกแบบเลยทีเดียว การใช้ขนาดใหญ่หรือเล็กกว่ากัน เท่ากับการที่เรากำหนดความสำคัญให้สิ่งนั้น ในขณะที่เมื่อเราทำให้ขนาดของทุกสิ่งเท่ากันไปหมด นั่นก็หมายความว่าเราไม่ได้เน้นที่จะสื่อสารอะไรเลย ทำให้งานนั้นดูเรียบนิ่งเกินไป เพราะฉะนั้นการเล่นกับขนาดเป็นเรื่องสนุกทีเดียวครับ

3.COLOR

คงไม่ต้องพูดกันเยอะว่า “สี” มีความสำคัญกับงานออกแบบแค่ไหน สีที่เลือกใช้ช่วยสื่อสารในเชิงจิตวิทยาของงานได้ คู่สีที่ดีก็ช่วยดึงความสนใจจากผู้พบเห็นได้ ศาสตร์แห่งการใช้สีจึงเป็นความรู้ยิ่งใหญ่ที่เรียนรู้อย่างไรก็ไม่มีวันหมดง่ายๆ แน่นอน ไม่น่าแปลกใจที่การเลือกใช้สีในงานกราฟิก ดีไซน์จึงเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ เรียนรู้เรื่องจิตวิทยาแห่งสีสันเพิ่มเติมได้ที่บทความ

4. REPETITION

ในส่วนของการใช้กราฟิกซ้ำๆ สร้างเป็นแพทเทิร์นแปลกๆ เท่ๆ ก็เป็นหลักการนึงในการสร้างความน่าสนใจให้ชิ้นงานได้ เพราะเราเคยชินกับลวดลายเหล่านี้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ยิ่งถ้าทำให้ดูแปลกตา มีความต่อเนื่องลื่นไหลดูเพลินๆ ได้ ก็ยิ่งเป็นการดี

5. NEGATIVE SPACE

เวลาเขียนถึงการออกแบบทีไร เรื่องของการใช้พื้นที่ว่าง ( NEGATIVE SPACE ) มักถูกหยิบยกมาพูดถึงอยู่เสมอ เพราะมันคือพื้นฐานด้าน visual ที่นิยมเหนือข้ามกาลเวลา ไม่เคยมีครั้งไหนที่มันตกเทรนด์การออกแบบเลย การเลือก”ใช้”และ “ไม่ใช้” พื้นที่อย่างสร้างสรรค์จึงเป็นหลักการที่น่าจะนึกถึงเสมอ

6. SYMMETRY

ความสมมาตรไม่ได้หมายความว่าองค์ประกอบของกราฟิกทางฝั่งซ้ายและขวาจะต้อง “เท่ากัน” หรือ “เหมือนกัน” เสมอไป แม้โดยส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น แต่ในการใช้งานจริงๆ เรายังพอมีช่องทางเล็กๆ น้อยๆ ในการบิดองค์ประกอบเหล่านั้นให้น่าสนใจขึ้นได้ ( ตัวอย่างภาพสีม่วงที่ข้อความและรูปบ้านนกที่ถูกจัดเป็นศูนยกลาง) แต่โยรวมๆ ก็ยังต้องยึดหลักความสมมาตรเท่ากันไว้อยู่นั่นเอง

7. TRANSPARENCY

ในส่วนของความโปร่งใสนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการ ที่ถูกนำไปใช้บ่อยๆ ในการสร้างสรรค์งานออกแบบนะครับ ง่ายๆ เลยก็การจัดวางเลเอาท์ให้มีการเฟดจางหายไปเวลาวางองค์ประกอบหลายๆ อย่าง แต่นั่นมันพื้นฐานมากๆ อันที่จริงแล้วการใช้ความโปร่งแสงเป็นได้มากกว่านั้นเยอะ ทั้งการเล่นกับวัสดุ หรือเล่นกับ Blending Mode ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างกันได้มากมายแล้ว

8. TEXTURE

นี่คือการเล่นกับพื้นผิวที่เรามองเห็นได้ด้วยตาโดยที่ยังไม่ได้สัมผัสด้วยมือหรือส่วนใดของร่างกาย เพราะบางครั้งมันอาจจะไปอยู่บนกระดาษอาร์ตแบบมันบนโปสเตอร์ธรรมดาๆ แต่ลักษณะเฉพาะของพื้นผิว ( TEXTURE ) แต่ละแบบนี่แหละ ที่สร้างความรู้สึกต่อสิ่งนั้นให้แตกต่างกันออกไป ภาพเหล็ก ปูน ไม้ แก้ว ฟองน้ำ ล้วนแต่มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง ที่นักออกแบบหยิบจับมาใช้สร้างอารมณ์ความรู้สึกในงานได้

9. BALANCE

ความสมดุลเป็นหนึ่งในหลักการที่จำเป็นมากๆ เพราะงานออกแบบที่ดีนั้น ต้องน่าเชื่อถือแม้มันจะเป็นเพียงภาพกราฟิกก็ตาม เพราะสมดุลนี้เองที่เป็นหลักความจริงของธรรมชาติ อะไรก็ตามที่ดูเสียสมดุลจึงมักจะถูกมองแบบไม่น่าไว้ใจตั้งแต่แรก หลักการง่ายของความสมดุลคือการจัดสรรตำแหน่งขององค์ประกอบต่างๆ ให้อยู่ในตำแหน่งที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน แม้จะมีความต่างกันแต่ด้วยการจัดวางจะช่วยให้ภาพรวมนั้นดูสมดุลได้เอง

10. HIERARCHY

จะว่าคล้ายกับการจัดสมดุลก็คล้ายได้เช่นกัน แต่ HIERARCHY จะแตกต่างตรงที่เป็นการ “เลือก” และ “จัดวาง” อย่างน่าสนใจด้วยการลำดับเนื้อหาไปด้วยเลย เช่นข้อความไหนที่อยากเน้น เพื่อให้ไปอ่านหรือดูภาพไหนต่อไป แล้วค่อยจบท้ายด้วยอีกข้อความหนึ่งเป็นต้นฯ โดยอาจใช้เพียงแค่การปรับเปลี่ยนขนาด และวิธีการมองภาพก็ได้

11. CONTRAST

กล้าพูดได้เลยว่า คอนทราสต์เป็นขุมพลังแห่งการสร้างความน่าสนใจ เพราะโดยปกติคนเราก็มักกจะสะดุดกับอะไรที่มันผิดแปลกไปจากปกติอยู่แล้ว ซึ่งคอนทราสต์มันเป็นเรื่องของการผิดแปลกจากกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะด้วยการใช้สี เส้น พื้นผิวต่างๆ สามารถเป็นคอนทราสต์ได้หมด

12. FRAMING

การใช้กรอบจะช่วยทำให้งานที่ต้องการเน้นโดดเด่นออกมา น่าสนใจมากยิ่งขึ้น หลักการง่ายๆ ในการใช้กรอบคือ ไม่ใช่แค่วัดเส้นล้อมรอบลงไปเท่านั้น แต่เรายังสามารถใช้องค์ประกอบ วัตถุหรือกราฟิกต่างๆ มาสร้างกรอบในจินตนาการของผู้ดูได้เช่นกัน เหมือนตัวอย่างรูปขวามมือสุด

13. GRID

การมีกริดรองรับการจัดวางนั้น ประโยชน์หนึ่งเลยคือความเรียบร้อย เป็นระเบียบน่าดูน่าอ่าน และอีกประโยชน์คือเป็นตัวช่วยให้เราจัดวางอย่างมีเหตุผลรองรับ ซึ่งกริดก็มีอยู่หลายแบบเราสามมารถศึกษาเพิ่มเติมจากลิงค์นี้ได้เลยครับ

14. RANDOMNESS

อันนี้ก็จะครงข้ามกับ GRID หน่อยนึง คือการดูเหมือน “สุ่ม” จัดวางองค์ประกอบแบบมั่วๆ แต่ดูรวมๆ แล้วกลับดูเข้าท่าเข้าทาง น่าจะเน้นไปที่งานสไตล์แนวทดลองเสียมาก หรืองานที่ต้องการสร้างความรู้สึกไร้แบบแผน เละเทะ รุนแรง คาดเดาไม่ได้อย่างงานศิลปะนามธรรม ดนตรีร็อค อะไรทำนองนั้น แต่บางครั้งการสุ่มก็อาจมีแบบแผนบ่างอย่างอยู่เบื้องหลังได้ด้วยเหมือนกัน

15. DIRECTION

DIRECTION คือการออกแบบที่ใช้ทิศทางตามธรรมชาติ เช่น ลักษณะการอ่านหนังสือ การไล่สายตาจากบนลงล่าง หรือพฤติกรรมที่มนุษย์มักทำอย่างเป็นอัตโนมัติมาใช้ในการสร้างรูปแบบประสบการณ์นั้นให้ออกมาเป็นภาพนั่นเอง เพื่อให้การมองเห็นเป็นไปอย่างสอดคล้อง ลื่นไหลและน่าสนใจ

16. RULES

นี่คือเรื่องของการหาทางทำลาย กฏการออกแบบต่างๆ ที่รวบรวมไว้จากในนี้ หรือตำราไหนๆ ก็ตาม มันคือหลักการที่ตั้งใจจะเล่นกับกฤเกณฑ์เหล่านั้น หรือเรียกง่ายๆ ว่าท้ายทายเป็นขบถเลยทีเดียว เช่นจากตัวอย่างเราจะเห็นการเล่นกับ Tarcking ของ Typography ที่ออกจะกวนตีนหน่อ เพื่อสอดรับกับเนื้อหาที่กวนๆ อยู่แล้วนั่นเอง

17. MOVEMENT

ใครบอกว่าภาพนิ่งสร้างความเคลื่อไหวไม่ได้ นั้นไม่จริงเลย เพราะจริงๆ แล้วเราสามารถทำให้ภาพนั้นดูแรงและมีความฉวัดเฉวียนจนถึงการพุ่งไปทางนั้นทางนี้ได้ด้วยการใช้กลุ่มของเส้น หรือการทำเบลอเฉพาะส่วน หรือเบลอเป็นเส้นเป็นทิศทางต่างๆ ได้

18. DEPTH

ว่าด้วยเรื่องการใช้ “แสง” และ “เงา” สร้างมิติให้ภาพกราฟิก นั่นแหละคือสิ่งที่เนียกว่า Depth พูดง่ายกว่านั้นมันก็คือการทำภาพชัดติ้นชัดลึกนั่นเอง แต่แทนที่จะเป็นภาพถ่ายมาเป็นการแสดงออกบนกราฟิกแทนนี่เอง คุณสามารถใช้ความทับซ้อนกันขององค์ประกอบ หรือรูปร่างแบบสามมิติเช่นงานสไตล์ Isometric มาสร้างมิติได้ตามต้องการ

19. TYPOGRAPHY

คงไม่ต้องพูดเยอะกับ TYPOGRAPHY เพราะมันคือพื้นฐานของการออกแบบกราฟิกเลยทีเดียว การเลือกใช้ จัดวางลำดับ ปรับขนาดใหญ่เล็กข้องตัวหนังสือให้น่าสนใจและตอบโจทย์การสื่อสาร นี่คือหลักการที่พื้นฐานสุดๆ แล้ว

20. COMPOSITION

และหลักการสุดท้าย ที่เรานำทุกๆ หลักการที่ได้มาเลือกใช้ หรือเอาบางอย่างมาผสมกลมกล่อมกันเป็นงานชิ้นหนึ่งได้ด้วยสิ่งที่เรียกว่า การจัดองค์ประกอบ ( COMPOSITION ) นั่นเอง นี่คือศาสตร์แห่งเลือกและจัดการความสัมพันธ์ของทุกๆ สิ่งที่ปรากฎบนงานออกแบบนั้นให้กลมกลืนอย่างตอบโจทย์นั่นเอง รับทำ graphic