สิ่งที่นักสืบต้องมี

สิ่งที่นักสืบต้องมี คุณสมบัติพิเศษต่างๆ ของนักสืบ ที่ต้องรู้

สิ่งที่นักสืบต้องมี คุณสมบัติพิเศษต่างๆ ของนักสืบ ที่ต้องรู้

สิ่งที่นักสืบต้องมี
สิ่งที่นักสืบต้องมี

ความใจเย็น อีกคุณสมบัติจำเป็นของนักสืบ

นักสืบใจร้อน อยากบรรลุภารกิจเร็วๆ เข้าหาเป้าหมายอย่างโฉ่งฉ่าง ทำให้เป้าหมายรู้ตัวนั้น
หมายถึง การงานชิ้นนั้นล้มเหลวทันที อาจบางทีมีอันตรายถึงชีวิต เมื่อนักสืบทำให้เป้าหมาย
รู้ตัว ก็คงไม่สามารถสืบอะไรได้อีก อาจต้องเปลี่ยนตัวนักสืบ และแน่นอนว่า นักสืบที่มารับ
แทน ย่อมทำงานได้ยากลำบากขึ้นอีกหลายเท่า ความใจร้อนวู่วาม นอกจากไม่ช่วยให้อะไร
ดีขึ้น ยังทำให้แผนการทุกอย่างพังหมด ต้องมาเริ่มต้นกันใหม่ ดังนั้น นักสืบจึงต้องมีความ
ใจเย็น สามารถอดทนรอในจังหวะเวลาที่เหมาะสมกว่าที่จะเข้าพิชิต ภารกิจ เหมือนชาว
ประมงนั่งตกปลาด้วยความใจเย็น รอเวลาเพียงให้ปลามากินเหยื่อเท่านั้นอาจบางทีรอกันเป็น
หลายๆชั่วโมง บางทีกินเวลาครึ่งวัน กว่าจะตกปลาใหญ่ได้นักสืบก็เช่นกัน ควรรู้และตระหนัก
ว่า เป้าหมายมิใช่ปลา มิใช่แมว เป้าหมายคือ คน ที่มีมันสมองมีความเฉลียวฉลาดนักสืบ
จึงต้องมีความใจเย็น รอจังหวะเวลาที่ดีที่สุดจะเข้าถึงเป้าหมาย และบรรลุถึงจุดสิ้นสุดของ
ภารกิจนั้นๆ

นักสืบต้องไม่ประมาท

นักสืบที่ต้องรักษาความตื่นตัว อยู่ตลอดเวลา ไม่ประมาทในภารกิจที่ได้รับมอบหมาย นักสืบ
ต้องหมั่นเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า ไม่มีงานชิ้นไหนง่าย ถ้ามันง่ายเค้าคงไม่มาจ้างเราแล้ว งาน
นักสืบ ไม่มีง่าย มีแต่ ยากมาก ยากปานกลาง เท่านั้น นักสืบทำหน้าที่สืบหาความลับ ในคน
ในสัตว์ ในสิ่งของ สืบหาเป้าหมายที่ต้องการปกปิดเป็นความลับ เป้าหมายต้องมีการป้องกัน
ไม่ให้ความลับรั่วไหล โดยเฉพาะเป้าหมายที่มีความฉลาดรอบคอบรัดกุม ยิ่งทำให้งานของนักสืบ
ยากขึ้นไปอีก อาจมีการวางกลลวง หลอกล่อให้นักสืบ หลงกล ตกอยู่ในวังวนแห่งความสับสน
งุนงง จับต้นชนปลายไม่ถูก กลับกลายจากสถานะผู้ไล่ล่า กลายมาเป็นผู้ถูกไล่ล่า เสียงเอง
แบบนี้คงเสียชื่อสถาบันนักสืบหมด ดังพญาราชสีห์ จับหนู หรือจับกวาง ก็ใช้ลีลาการจับไม่แตกต่างกัน

นักสืบต้องไม่อยากเด่นอยากดัง

นักสืบเป็นมนุษย์ที่แปลกประหลาดจำพวกหนึ่ง คือมักจะต้องเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่ให้ใครรู้ว่าตนเป็นนักสืบ เราจึงพบว่านักสืบ ไม่ค่อยเข้าสังคม ไม่ค่อยสุงสิงกับชาวบ้านสักเท่าไหร่ นักสืบมักจะมีระยะห่างระหว่างบุคคล บางทีอาจมองดูว่าเป็นคนไร้น้ำใจ อันที่จริงนักสืบก็มีเลือดเนื้อชีวิตจิตใจเหมือนกับมนุษย์ทั่วไป เพียงแต่มีความจำเป็นที่ต้องปกปิดฐานะของตัวเอง เพื่อประโยชน์ต่อการทำหน้าที่นักสืบ หากนักสืบใด ชอบทำตัวโอ้อวด ให้ชาวโลกรู้ว่า ข้าคือนักสืบ คือยอด นักสืบอัจฉริยะไม่มีใครเสมอเหมือน ทำตัวเด่นดังราวกับดาราฮอลลีวู้ด หรือ super star แบบ นี้มีหวัง สืบอะไรไม่ได้สักอย่างเดียว เพราะว่าใครๆก็รู้จัก พอเห็นนักสืบนี้เดินเข้ามา เป้าหมายก็ คงเผ่นก่อน นักสืบมืออาชีพ ต้องทำตัวติดดิน กลมกลืนเป็นธรรมชาติกับสภาพแวดล้อมและ ดูธรรมดาที่สุด นักสืบต้องไม่ทำตัวให้สะดุดตาสะดุดใจเป้าหมาย จึงจะสามารถบรรลุผลของการสืบได้ นี่คือข้อแตกต่างของนักสืบมืออาชีพ กับคนที่มีอาชีพนักสืบ

นักสืบต้องศึกษาเป้าหมายให้ชัดเจนก่อนลงมือปฎิบัติการ

ปรมาจารย์แห่งคัมภีร์พิชัยสงคราม ซุนวู กล่าวอมตะวาจาไว้ว่า รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยคราประโยคนี้ ยังคงเป็นจริงมานับพันๆปี นักสืบจะเข้าไปสืบเรื่องใด ก็ไม่แตกต่างจากทหารที่กำลังเข้าสู่สมรภูมิรบ เพียงแต่เปลี่ยนจากการรบกันด้วยหอกด้วยดาบ มารบกันด้วยไหวพริบสติปัญญาเอาชนะกันแค่เสี้ยววินาที เพราะว่าบ่อยครั้ง นักสืบอาจต้องจับภาพเป้าหมาย ในช่วงเวลาแค่เสี้ยววินาทีจริงๆ ระหว่างนักสืบและเป้าหมาย ฝ่ายใดมีข้อมูลมากกว่า ทำการบ้านมาดีกว่า ศึกษาคู่ต่อสู้มากกว่า ฝ่ายนั้นย่อมมีโอกาส บรรลุผลแห่งเป้าหมายของตนเอง ดังนั้นก่อนที่นักสืบจะเข้าทำการ สืบเรื่องใด ต้องศึกษา เรียนรู้ในตัวเป้าหมาย ให้ละเอียดรอบคอบ รู้ถึงสภาพแวดล้อมทางหนีทีไล่ รู้จักการวางกลลวง ให้เป้าหมายเดินเข้ามาหาเรา ย่อมดีกว่าให้เรา เป็นฝ่ายเดินเข้าหาเป้าหมาย หากนักสืบไม่ศึกษารายละเอียดของเป้าหมาย ให้ดีก่อนลงมือ ก็เท่ากับว่าพาตัวเองไปสู่ความเสี่ยง อาจพลาดพลั้งไม่บรรลุผลแห่งการสืบ อาจบางทีต้องแลกมาด้วยเลือดและชีวิต

นักสืบต้องอาศัยประโยชน์จากเทคโนโลยีให้มาก

ปัจจุบันเทคโนโลยีได้พัฒนาไปไกลเกินกว่าจะถอยหลังกลับ อะไรที่ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้
เทคโนโลยีสามารถ ทำได้ง่ายเหมือนร่ายมนต์ นักสืบใครติดตามเทคโนโลยีให้ทัน ควรหา
ความรู้อยู่สม่ำเสมอ ยกตัวอย่างเช่น การค้นหาข้อมูลของเป้าหมาย จากอินเตอร์เน็ตเป็นสิ่ง
ที่นักสืบควรจะต้อง ศึกษาเรียนรู้และ ทำได้อย่างคล่องแคล่ว เพื่อประหยัดเวลา เงินตรา
อารมณ์ และสามารถบรรลุผลของการสืบได้อย่างถูกต้อง ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นผลดีต่อตัวนักสืบโดยตรง นักสืบจะได้รับความเชื่อถือจากผู้ว่าจ้าง และเป็นที่ยอมรับในแวดวงพวกนักสืบด้วยกัน ราวกับเป็นพ่อมดแห้งนักสืบทีเดียว

นักสืบต้องรายงานให้ผู้ว่าจ้างทราบเป็นระยะ

คืบหน้าแล้วเราไม่รายงาน การติดต่อกับนักสืบเมื่อรับจ้างงานจากผู้ว่าจ้างแล้ว ควรจะมีการติดต่อกับผู้ว่าจ้างเป็นระยะ ไม่ควรเงียบหายไปเฉยๆ เนื่องจากผู้ว่าจ้าง มีความต้องการทราบความคืบหน้าของการสืบ นับว่าตลอดเวลาจริงๆ อยากรู้ว่า นักสืบทำงานไปถึงไหน เป้าหมายที่ให้ไปสืบเป็นอย่างไร มีปฎิกิริยา หรือมีความตื่นตัวอย่างไร เป้าหมายไปทำอะไร ไปทำไม ที่สำคัญคือไปกับใคร สิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลพื้นฐาน ที่ผู้ว่าจ้างต้องการทราบอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการ สืบเรื่องชู้สาว นี่นักสืบยิ่งต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ที่จะต้อง คอยรายงานให้ผู้ว่าจ้างทราบอยู่บ่อยๆ รายงานได้ทุกวันยิ่งดี ขอให้รายงานไปตามความเป็นจริง ถึงแม้คำรายงานของเราจะเป็นข้อมูลซ้ำๆเดิมก็ตาม อย่างน้อยในด้านจิตวิทยาก็ทำให้ผู้ว่าจ้างรู้สึกสบายใจขึ้นและเห็นว่านักสืบกำลังทำงานให้เขาจริงๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่า ดังที่งานไม่ผู้ว่าจ้างบ่อยๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ นักสืบ กล่าวมา

นักสืบต้องรักษาความลับของผู้ว่าจ้าง

เมื่อมีการติดต่อว่าจ้าง ให้สืบเรื่องใดแล้ว สิ่งหนึ่งที่นักสืบต้องยึดถือปฎิบัติอย่างเคร่งครัดคือ
การรักษาความลับของผู้ว่าจ้าง เมื่องานนั้นสิ้นสุดลง มีการส่งมอบงานกันแล้ว แต่ความรับผิด
ชอบของนักสืบ กลับไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น สิ่งที่นักสืบต้องทำต่อไปคือการรักษาความลับของผู้ว่าจ้าง โดยไม่นำมาเปิดเผยต่อ บุคคลอื่น เพราะว่าเรื่องราวบางอย่างมีความสำคัญเกี่ยวเนื่องถึง เกียรติยศชื่อเสียงของผู้ว่าจ้าง หากเรื่องราวถูกเผยแพร่ออกไปแล้ว ย่อมไม่เป็นผลดีต่อผู้ว่าจ้าง และตัวนักสืบเอง ผู้ว่าจ้างอาจเสื่อมเสียชื่อเสียง นักสืบเองก็จะขาดความน่าเชื่อถือ ดังนั้นการรักษาความลับให้กับผู้ว่าจ้าง จึงเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรงของนักสืบ เนื่องจากว่าผู้ที่มาว่าจ้างย่อมให้ความไว้วางใจในตัวนักสืบ อยู่บ้างไม่มากก็น้อย การที่นักสืบนำเรื่องราวของผู้ว่าจ้างไปเปิดเผยแม้โดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ก็เหมือนกับนักสืบนั้นได้ทำการ ทุบหม้อข้าวของตนเอง การรักษาความลับให้ผู้ว่าจ้างนี้ยังรวมถึง การติดต่อว่าจ้างตอนเริ่มต้น ถึงแม้ว่าจะไม่มีการว่าจ้างเกิดขึ้นจริงๆก็ตาม นักสืบจำเป็นต้องเก็บรักษาเรื่องราวเหล่านี้ไว้ ไม่นำไปเปิดเผยและให้เป็นความลับติดตัวนักสืบตลอดไป

นักสืบไม่ควรกล่าวเกินจริง

ไม่มีงานสืบใดในโลกที่สามารถรับรองผลได้ 100 เปอร์เซ็นต์ นักสืบไม่ควรคุยโอ้อวดว่าสามารถสืบเรื่องราวใดๆก็ได้ ราวกับเซียนผู้วิเศษ เพราะการเป็นนักสืบ ไม่ได้หมายถึงการจับยามสามตาร่วงรู้ทุกสรรพสิ่ง เมื่อการมีการติดต่อว่าจ้างเข้ามา นักสืบไม่ควรอวดอ้างสรรพคุณของตนเองว่าสามารถรับรองผลการสืบได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะจะทำให้ดูขาดความน่าเชื่อถือ นักสืบควรวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้จากการบอกเล่าของผู้ส่าจ้าง ถึงเนื้องานนั้นๆว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดในการสืบ นักสืบควรถามผู้ว่าจ้างให้ชัดเจนถึงขอบเขตงานที่จะให้ทำเมื่อนักสืบทำการวิเคราะห์อย่างคร่าวๆจากข้อมูลที่ผู้ว่าจ้างให้มา และรู้ถึงขอบเขตงานแล้ว จึงค่อยตัดสินใจรับงานนั้น และทำการตกลงกับผู้ว่าจ้างให้ชัดเจนว่าต้องใช้เวบานานเท่าใดในการสืบ เพื่อเป็นการ save ตัวของนักสืบไม่ให้ถูกกดดันจนเกินไป

นักสืบต้องมีคุณธรรม

การตามสืบในเรื่องใดๆก็ตาม เมื่อนักสืบ สืบได้ความจริงแล้ว ไม่ควรนำข้อมูลนั้นกลับไปข่มขู่
คุกคามเป้าหมาย ให้เอื้ออำนวยผลประโยชน์ อย่างใดอย่างหนึ่งแก่นักสืบ เพื่อแลกกับการไม่เปิดเผยความลับของเป้าหมาย การกระทำแบบนี้ถือว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง นักสืบต้องตระหนักและเข้าใจว่า หน้าที่ของนักสืบคือการสืบให้ได้ตามวัตถุประสงค์ ของผู้ว่าจ้างเท่านั้น นักสืบมิใช่ตุลาการที่จะคอยตัดสินความผิดถูกของผู้หนึ่งผู้ใด หรือนักสืบไม่ใช่นักการตลาด ที่จะคอยหาผลประโยชน์จากการถือไพ่เหนือกว่าเป้าหมาย อันเนื่องมาจากกำความลับของเป้าหมายอยู่ นักสืบเมื่อสืบได้ข้อสรุปแล้วควรรีบรายงานให้ผู้ว่าจ้างทราบและส่งมอบงานทันที

นักสืบต้องเป็นคนช่างสังเกต

บ่อยครั้งที่นักสืบทำเป้าหมายหลุด จากการติดตามทั้งๆที่ ตัวเป้าหมายเอง มิได้ทราบเลยว่า มีนักสืบคอยติดตามอยู่เพียงแต่ว่าเป้าหมายที่นักสืบคอยติดตามนั้น มีความระมัดระวังตัว มีการปลอมแปลงตัวอยู่ตลอดเวลา เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จนยากต่อการติดตาม ดังนั้นนักสืบต้องคอยสังเกตให้ดีถึงจุดเด่นของเป้าหมายว่ามีส่วนใดที่สามารจดจำได้ง่าย เช่น สีผิว ทรงผมสีเล็บ ส่วนสูง ความอ้วน ผอม หรือแม้กระทั่งจังหวะการก้าวเดิน สิ่งเหล่านี้ ไม่สามารถ
เปลี่ยนแปลงได้ในเวลาสั้นๆ จุดสังเกตเล็กๆน้อยเหล่านี้ จะช่วยให้นักสืบสามารถติดตาม
เป้าหมาย ได้ตลอดโดยไม่หลุดหายไปเสียก่อนเวลาอันควร

นักสืบ ออนไลน์

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *