รีวิวซีรีส์ Move To Heaven  ร่องรอยที่ถูกทิ้งไว้..ความในใจที่ถูกส่งต่อของผู้ที่จากไป

รีวิวซีรีส์ Move To Heaven  ร่องรอยที่ถูกทิ้งไว้..ความในใจที่ถูกส่งต่อของผู้ที่จากไป
รีวิวซีรีส์ Move to Heaven ผลงานออริจินัลซีรีส์จาก Netflix ที่พูดได้อย่างเต็มปากเลยว่าดีที่สุด ตราตรึง และสร้างความประทับใจที่สุดจากบรรดาซีรีส์ออริจินัล Netflix เกาหลีทั้งหมด ซีรีส์ที่จะบอกคุณว่าทุกชีวิตล้วนมีเรื่องราว ทุกการจากไปล้วนทิ้งร่องรอย ของทุกสิ่งที่หลงเหลือไว้ล้วนเป็นตัวบอกเล่าความในใจของคนที่จากไปสู่คนข้างหลังที่ยังต้องอยู่ ชีวิตคนเราไม่มีคำว่าตลอดไป ‘เวลาที่ยังมีชีวิต’ จึงกลายเป็นสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด

ซีรีส์เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือ 떠난후에남겨진것들 (Things Left Behind) ของ Kim Sae-byul เจ้าของบริษัท Bio Hazzard ผู้เชี่ยวชาญด้านการเก็บกวาดทำความสะอาดสถานที่เกิดเหตุที่ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าตัวตาย การฆาตกรรม หรือการเสียชีวิตตามลำพังก็ตามแต่ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญคิมแซบยอลมักจะพบกับบ้านของผู้เสียชีวิตที่มีอาการทางจิตที่ป่วยเป็นโรคสะสมขยะ (Hoarding Disorder) โรคที่กำลังกลืนกินชาวเกาหลีอย่างช้าๆ เป็นผลมาจากการถูกแยกออกจากสังคม เมื่อไม่สามารถทนอยู่กับความสัมพันธ์ที่น่าอึดอัดและเต็มไปด้วยความผิดหวังได้ คนเหล่านี้จึงหันมาเริ่มสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งของและสัตว์แทน

ความน่าสนใจของเรื่องนี้คือการเล่าเรื่องราวเพียงสั้นๆในแต่ละเคส แต่กลับแฝงไปด้วยประเด็นทางสังคมและแง่คิดต่างๆมากมายที่ถูกสอดแทรกเข้ามาได้อย่างเนียบเนียน ไม่ยัดเยียดไม่หวือหวาแต่กลับตราตรึงใจ ทั้งปัญหาสังคมผู้สูงอายุที่ชีวิตต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวจนกระทั่งวันตายงานศพก็ยังเงียบเหงา ปัญหาการกดขี่ลูกจ้าง ปัญหาการปัดความรับผิดชอบของที่ทำงานในกรณีการได้รับบาดเจ็บจากการทำงาน ปัญหาการรับอุปถัมภ์เด็กไปต่างแดนแต่กลับทิ้งขว้างจนเด็กกลายเป็นคนไม่มีสัญชาติ กลายเป็นคนไม่มีที่ให้ยืนอย่างถูกต้องบนโลกใบนี้ ปัญหาความคิดของครอบครัวคนเกาหลีที่มีต่อความรักแบบชายรักชาย ปัญหาความรุนแรงของคู่รักในปัจจุบันที่ไม่ควรมองข้าม ผ่านการทำงานของบริษัท Move to heaven อาชีพที่ไม่เคยถูกหยิบมานำเสนอในซีรีส์เกาหลีเรื่องไหนมาก่อน อาชีพที่จะเข้าไปเก็บกวาดสถานที่เกิดเหตุให้เหมือนใหม่ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นและรับฟังเรื่องราวที่หลงเหลือของผู้ที่จากไปผ่านสิ่งของที่เหลือเอาไว้เป็นครั้งสุดท้าย

เรื่องราวจะถูกร้อยเรียงโดย ฮันกือรู (รับบทโดย ทังจุนซัง) เด็กหนุ่มวัย 20 ปีที่มีอาการแอสเพอร์เกอร์ แต่กลับฉลาดเป็นกรดมองอะไรเพียงครั้งเดียวก็จำได้หมด แต่มีปัญหาในการเข้าสังคมและเข้าใจความซับซ้อนของมนุษย์ และ โจซังกู (รับบทโดย อีเจฮุน) อาของเขาที่เพิ่งพ้นโทษมาจากเรือนจำและกลายมาเป็นผู้ปกครองของกือรูสดๆร้อนๆหลังจากพี่ชายได้เสียชีวิตลงกะทันหัน กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวอันสุดแสนจะประทับใจและตราตรึงคนดู

มาดูกันที่องค์ประกอบอื่นๆกันบ้าง งานภาพของซีรีส์เรื่องนี้บอกเลยว่าสุดปัง! เพราะภาพสวยมาก แสงสวยมาก สีสวยมาก!!! ภาพของทั้งเรื่องถูกย้อมสีให้ทุกฉากกลายเป็นสีโทนอุ่นที่สีสดมากๆ ซึ่งมันให้อารมณ์เหมือนเรากำลังดูซีรีส์ฝรั่ง เหมือนกำลังดูภาพยนตร์เรื่องนึงอะ แถมการเซ็ทให้มุมกล้องในเวลาการเก็บกวาดหรือการจัดของลงกล่องให้เป็นมุมกล้องแบบ Point of view (POV) ยิ่งทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ดูมีอะไรมาก เพราะการใช้มุมกล้องแบบนี้มันเหมือนเรากำลังค่อยๆหยิบสิ่งของแต่ละอย่างของคนที่จากไปจัดลงกล่องด้วยตัวเองเลย นอกจากนี้การแทรกภาพกราฟฟิคสวยๆเข้ามาประกอบให้คนดูเห็นภาพความคิดของฮันกือรูได้เข้าใจมากขึ้น ก็ถือเป็นกิมมิคอีกอย่างนึงของเรื่องที่! น่า! รัก! มาก! ชอบทุกฉากเลยที่มีภาพกราฟฟิคเด้งขึ้นมา

และขอยกให้เป็นซีรีส์ที่ใช้ ‘ความเงียบ’ ได้อย่างคุ้มค่ามาก ลองสังเกตเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่มีฉากเงียบที่เงียบแบบกริบไปเลยหลายฉากมาก แต่น่าประหลาดที่มันไม่ได้ทำให้ความสนุกลดลงหรือน่าเบื่อซักนิด ทุกฉากที่เริ่มเก็บกวาดของแต่ละอย่างฉากนั้นจะถูกแทนที่ด้วยความเงียบและเสียงเพลงเบาๆของกือรูทำให้ฉากการเก็บกวาดในแต่ละครั้งโคตรอิมแพคอารีน่า บวกกับคำพูดก่อนที่จะเริ่มเก็บกวาดที่บอกว่า “เราจะเริ่มการขนย้ายครั้งสุดท้ายของคุณครับ” มันโคตรทัชเลย ประโยคเรียบง่ายแต่กลับสร้างน้ำตาให้กับคนดูมากมายขนาดนี้เก่งโคตรเลยคนเขียนบท

นักแสดงหลักอย่างทังจุนซัง ในบทฮันกือรู แสดงออกมาได้น่ารักมากจนบางฉากอดอมยิ้มให้กับความน่ารักของกือรูไม่ได้ ทังจุนซังสามารถถ่ายทอดความเป็นกือรูได้อย่างดีเยี่ยม เพราะหากเล่นไม่ดีซีรีส์เรื่องนี้คงเละ เพราะบทกือรูคือตัวหลักที่เด่นกว่าเจฮุนในบทซังกูซะอีก การที่ซีรีส์เรื่องนี้ออกมาลงตัวมากขนาดนี้ก็เป็นเครื่องการันตีแล้วว่าการแสดงของจุนซังสมบูรณ์แบบ

ในด้านของอีเจฮุนมาเรื่องนี้ก็พลิกบทบาทอีกแล้วค่ะ มาคนละมาดกับตอนเป็นพี่แท็กซี่คิมโดกีเลย ขับรถแย่จนน้องกือรูต้องปาดน้ำตา 5555555 เจฮุนในบทโจซังกู อาของกือรูที่เพิ่งพ้นโทษออกมาเป็นตัวละครที่เต็มไปด้วยปมหลังที่แสนเจ็บปวด แม้ในช่วงแรกของซีรีส์บทของเจฮุนจะไม่ได้เด่นนัก แต่ก็ไม่มีดร็อปไม่มีจางไม่มีจืด แต่พอเลี้ยวเข้าช่วงท้ายของซีรีส์เท่านั้นแหละ พี่แกปล่อยของแบบเต็มแม็กซ์ จัดหนักจัดเต็ม เล่นเอาน้ำหูน้ำตาไหลพรากๆแบบหยุดไม่อยู่ นอกจากนี้ความเป็นซึงกูเวลาอยู่กือรูมันน่ารักมากกก แม้จะเป็นคนชอบเสียงดัง โวยวาย สกปรก แต่ก็เป็นอาที่เอาใจใส่และช่างสังเกตกือรูและคนรอบข้างเสมอ

นอกจากนี้ตัวละครอย่าง ยุนนามู ที่รับบทโดย ฮงซึงฮี เพื่อนบ้านคนสนิทที่คอยช่วยเหลือกือรูอยู่ตลอดเวลา เป็นอีกตัวละครสำคัญที่มีส่วนให้ความสัมพันธ์ของอาหลานมีพัฒนาการที่ดีขึ้น เป็นตัวละครที่เสริมเข้ามาให้ทำเส้นเรื่องไม่ราบเรียบจนเกินไป ความน่ารักและความห่วงใยเอาใจใส่ที่นามูมีให้กือรูมันกลายเป็นอีกสีสันนึงของซีรีส์เรื่องนี้ และที่สำคัญชอบมุมมองของนามูที่ต่อกือรูว่าเป็น กือรู เป็น ‘คนพิเศษ’ ไม่ใช่ผู้มีความบกพร่องใด ๆ ซึ่งดีมาก ๆ

ขอป้ายยาแรงๆเลยเถอะ เป็นซีรีส์จรรโลงสังคม ที่บทโคตรน้ำดี นักแสดงทั้งหลักและรับเชิญโคตรพรีเมี่ยม งานภาพสวยปังไม่มีผิดหวัง 10 ตอนที่คุณกำลังจะดูจะเป็น 10 ตอนที่ตราตรึงจนคุณหยุดดูไม่ได้ เป็น 10 ตอนที่เต็มอิ่ม ใจฟู อบอุ่นไปทั้งหัวใจและหัวตา เพราะร้องไห้ทุกตอน ย้ำว่าทุก! ตอน!! 5555 ใครที่ยังไม่ได้ดูขอเตือนก่อนว่าเตรียมทิชชู่ไว้ให้พร้อม เพราะคุณกำลังจะเจอกับพายุน้ำตาที่ไหลลงมาแบบ Non-stop !!! แต่ถึงอย่างนั้นคุณจะกดดูตอนต่อไปแบบทันทีแม้ตาคุณจะบวมอย่างหนักจากการร้องไห้ให้กับตอนที่ผ่านมาขนาดไหนก็ตาม ไปดูกันเถอะมันดีจริงๆยิงยาวกันไปเลย

“ตายแล้วไปไหน” . . เคยมีใครถามประโยคนี้กับคุณไหม หรืออาจเป็นคุณที่เคยตั้งคำถามนี้กับใครสักคนมาก่อน หลายคนอยากรู้ แต่ในเมื่อไม่มีใครสามารถกลับมาจากความตายเพื่อบอกเล่าได้ เราจึงเชื่อและปรารถนาให้คนที่เป็นที่รักของใครสักคน คนที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ . . ได้ไปอยู่ในที่ที่ดี สงบ ร่มเย็น และเป็นสุขนิรันดร์ . . ที่เรียกตรงกันว่า แดนสวรรค์

Move To Heaven คือ ฮันจองอู และ ฮันกือรู สองพ่อ-ลูก จากบริษัทเก็บกวาดสถานที่เกิดเหตุที่มีการเสียชีวิตในบ้านหรือในที่พักอาศัย พวกเขาไม่ใช่พนักงานทำความสะอาดทั่วไป แต่คือคนนำ “สารสุดท้าย” จากผู้เสียชีวิตคืนสู่ครอบครัวหรือคนที่รัก ของมีค่าทุกชิ้น ทั้งมีมูลค่าและบ้างก็ไม่มากมูลค่าแต่มีคุณค่าต่อจิตใจ ที่จะบรรจุลงในกล่องสี่เหลี่ยมสีเหลือง นำส่งให้ถึงมือผู้รับด้วยตัวเอง

ฮันจองอูเชื่อว่า สิ่งของในกล่องสี่เหลี่ยมสีเหลืองใบนั้น เต็มไปด้วยเรื่องราวของคนที่จากไป แม้จะเสียชีวิตไปแล้ว แต่พวกเขาย่อมมีเรื่องราวที่อยากพูดอยากบอก . . ถ้าเราค่อยๆ พิจารณาอย่างใกล้ชิดเราจะเห็นหรือได้ยินในสิ่งที่ผู้เสียชีวิตอยากบอก. . นั่นคือสิ่งที่จองอูสอนกือรูเสมอทุกครั้งที่ออกไปทำงานนี้ด้วยกัน

ชุดทำงานของกือรูนอกจากยูนิฟอร์ม อีกสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือหูฟังสีขาวกับ playlist เพลงคลาสสิกที่อาจทำให้กือรูมีสมาธิจดจ่ออยู่กับเรื่องราวชีวิตที่บอกเล่าอยู่ในข้าวของตรงหน้า ใครอยากรู้ว่ากือรูฟังเพลงอะไร อยากตามไปฟังด้วย

กือรูไม่เหมือนเด็กหนุ่มทั่วไปคนอื่น ในวัย 20 ปี คนอื่นเรียนหนังสือ กือรูทำงานที่ Move To Heaven กับพ่อ คนอื่นเที่ยวเล่นเฮฮา กือรูไปในสถานที่อันไม่น่าพิสมัย หลายครั้งอวลไปด้วยความสยดสยองและโศกตรม กือรูไม่ได้ไปเรียนหนังสือ แต่สมองอัจฉริยะของเขาสามารถจดจำสิ่งต่างๆที่เห็นหรืออ่านเพียงครั้งเดียวได้อย่างแม่นยำราวกับจดบันทึก ความพิเศษอีกอย่างของกือรูคือ เขาเป็นเด็กพิเศษ ในกลุ่มเดียวกับออทิสติก มันอาจจะทำให้เขาใช้ชีวิตในสังคมได้ยากกว่าคนอื่นในแง่ของการสื่อสารและรับรู้ทางอารมณ์ นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาบกพร่องในแง่ของคุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรมแม้แต่นิดเดียว

แม่จากไปตั้งแต่วัยสาวด้วยปัญหาสุขภาพ กือรูดำเนินชีวิตปกติสุขดีอยู่กับพ่อที่รักและคอยสอนทุกอย่างให้กือรูเรียนรู้การใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้หากวันหนึ่งพ่อต้องจากไป แต่วันนั้นมาถึงเร็วเกินกว่าที่พ่อจะคาดคิด

การจากไปอย่างกะทันหันของพ่อ กือรูจำเป็นต้องมีผู้ปกครอง ในวันที่โจซังกูมาปรากฏตัวหน้า Move To Heaven เป็นครั้งแรกที่กือรูได้รับรู้ว่าผู้ชายคนนี้คือญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ เมื่อพ่อระบุไว้ในพินัยกรรม และกือรูต้องเรียกเขาว่า คุณอา ที่ไม่มีอะไรเหมือนพ่อเลยสักนิด กือรูยังทำใจไม่ได้ต่อการจากไปของพ่อ แต่งานเก็บกวาดสถานที่เกิดเหตุยังต้องดำเนินต่อไป พ่อมั่นใจว่ากือรูทำได้

จองอูอาจเชื่อมั่นว่าจะฝากชีวิตกือรูไว้กับซังกูได้ แม้ว่ามันจะดูวุ่นวายทุลักทุเล แต่ด้วยความช่วยเหลือและสอดส่องอย่างเข้มงวดของเพื่อนซี้นามู . . เพื่อน, ผู้ช่วย, และนักสืบจำเป็นด้วยในบางที

คุณอาซังกู ประวัติโชกโชน เพิ่งพ้นโทษออกจากคุก ดูมีพิรุธ ชอบหายตัวตอนดึกๆ ทุกการเคลื่อนไหวอยู่ในสายตาของนามู และด้วยเงื่อนไขของพินัยกรรม ภายในเวลา 3 เดือน ทั้งงานเก็บกวาดสถานที่เกิดเหตุและในหน้าที่ผู้ปกครอง กือรูกับซังกูจะปรับตัวให้เข้ากันได้หรือไม่ ตราบที่ยังไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นกับกือรู ในความลับๆ ล่อๆ ของคุณอา ทั้งๆ ที่ซังกูมีความเจ็บช้ำฝังใจในอดีตกับจองอู อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ซังกูต้องการเป็นผู้ปกครองกือรู เป้าหมายของเขาคืออะไรกันแน่

คุณอา ที่ซกมก เสียงดัง และสู้เก่ง อาจไม่ได้ดูแลกือรูได้ดีเท่าพ่อ แต่ก็ยอมทำในสิ่งที่กือรูขอ ทั้งที่เต็มใจและสถานการณ์บังคับ คุณอาอาจดูเหมือนคนเกเรชอบต่อยตี แต่คุณอาไม่เคยตีกือรู ต่อให้กือรูมีปัญหาในการทำความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคนอื่น แต่กือรูรับรู้ได้ถึงความใส่ใจของคุณอา อาจไม่ได้แจ่มแจ้งเหมือนที่พ่อแสดงออก แต่ก็ชัดเจนพอที่กือรูจะเข้าใจและสัมผัสได้

ความใสซื่อและซื่อตรงของกือรู ความดีความรักของจองอู ความเข้าใจผิดที่ถูกคลี่คลาย ละลายความแข็งกร้าวของซังกูทีละนิดทีละน้อย ยิ่งผ่านการเก็บกวาดสถานที่เกิดเหตุไปแต่ละครั้ง กับเรื่องราวชีวิต ความหวัง ความฝัน ความรัก ความสุข ความทุกข์ของผู้คนทุกเพศทุกวัยที่จากไปเหล่านั้น ทำให้ซังกูมองชีวิตอย่างเข้าใจและอ่อนโยนมากขึ้นด้วยเนื้อแท้ในจิตใจของเขา

ในขณะที่กือรูและซังกูได้เรียนรู้กันและกันในระหว่างการใช้ชีวิตอยู่ร่วมบ้านและร่วมงาน คนดูก็ได้สัมผัสกับคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ผ่านการเก็บกวาดสถานที่เกิดเหตุของสองอา-หลานในแต่ละคดี

เมื่อกือรูบอกว่า หูของคุณอาเป็นสีชมพู เพราะพี่สาวคนนั้นที่คุณอาคุยด้วยเมื่อนาทีก่อนหน้า เอ้ย ! ไม่ใช่ๆ เพราะหัวใจเต้นเร็วขึ้น ทำให้เลือดสูบฉีด เฉยๆ

ทังจุนซัง เป็น ฮันกือรู ผู้ใสซื่อและซื่อตรงอย่างน่าชื่นชม ต่อให้กือรู ไม่ได้มีความบกพร่องทางการสื่อสารและการรับรู้อารมณ์ของผู้คน ด้วยการเลี้ยงดูให้ความรักความเข้าใจและคำสั่งสอนที่ดีจากพ่อ ฉันยังเชื่อว่ากือรูจะเติบโตเป็นชายหนุ่มที่ซื่อตรงและเป็นคนดีในสังคมคนหนึ่ง

หลายคนอาจคุ้นหน้าเขามาก่อนแล้วจากผลงานที่สุดโด่งดังเรื่องหนึ่งของปีที่ผ่านมา น้องมาจากเกาหลีเหนือค่ะ มากันเป็นแกงค์มีสี่คนถ้าไม่นับหัวหน้าแกงค์ นึกกันออกแล้วใช่ไหมคะ ๕๕๕ ทังจุนซังในเรื่องนี้ ถ่ายทอดความบกพร่องของกือรูให้กลายเป็นความพิเศษได้อย่างน่ารักน่าเอ็นดูมากค่ะ

อีเจฮุน เป็น โจซังกู คุณอา ที่เป็นคนดีอย่างน่าสับสน ๕๕๕ จากผลงานล่าสุดที่กำลังออกอากาศพร้อมกัน สลัดชุดคนขับแท็กซี่แว้บหนึ่งมาเป็นนักมวย fighter ที่ต้องมาทำงานเก็บกวาดสถานที่เกิดเหตุที่มีผู้เสียชีวิต พร้อมไปกับการเป็นผุ้ปกครองของเด็กพิเศษ ที่อัจฉริยะชนิดโลกต้องจำ ในบทบาทความเป็นนักชกเรื่องนี้ เจฮุนทั้งฟิตหุ่นและเปลี่ยนสไตล์ทรงผม-การแต่งตัวได้เหมือนนักชกตัวจริงมากแบบมากๆ ค่ะ ยกนิ้วให้เขาในความทุ่มเททำงานหนักเพื่อให้สมบทบาทจริงๆ ค่ะ (ปรบมือ) ส่วนการแสดงของเขานั้น เชื่อว่าหลายคนได้พิสูจน์ความสามารถของเขามาจนหมดข้อกังขาใดๆ แล้ว

เจฮุนกล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์หนึ่งว่า “ครั้งแรกที่ได้อ่านสคริปต์ ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเคยรู้สึกเห็นอกเห็นใจและเสียน้ำตามากมายขนาดนี้มาก่อนไหมกับเรื่องราวสถานการณ์ของตัวละครเหล่านั้น นี่เป็นซีรีส์ที่พูดถึงความเป็นมนุษย์ที่ดีมากๆเรื่องหนึ่ง ผมหวังว่าจะมีผู้ชมจำนวนมากได้รับชมซีรีส์เรื่องนี้”

จีจินฮี เป็น ฮันจองอู คุณพ่อที่แสนอบอุ่น อ่อนโยนและเข้มแข็งไปพร้อมกัน ในขณะที่เขามีผลงานที่กำลังออกอากาศอีกเรื่องพร้อมกัน ในบทของคุณพ่อสายลับที่มีลูกชายวัยรุ่นที่มีอาการออทิสติกเหมือนกับเรื่องนี้เป๊ะเลย

นักแสดงสมทบและนักแสดงรับเชิญทุกคนทำหน้าที่ได้อย่างมีสีสันมากๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเล็กหรือรุ่นใหญ่

ในความก๋ากั่นเก๋าโก๋ของคุณอาซังกูแบบที่พ่อไม่มี และความตื่นเต้นระทึกใจหลายครั้งที่คุณอานำพามาสู่ชีวิตกือรูอย่างที่พ่อคงไม่ทำ ใครจะไปรู้ล่ะคะว่านั่นอาจเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่เข้ามาทำให้กือรูเริ่มยิ้มเป็นและอาจไปถึงขั้นหัวเราะได้ น้ำตาไหลได้ ทั้งเวลาที่เสียใจและมีความสุข

คุณอาจะได้อยู่ต่อกับ Move To Heaven ของกือรู หรือจำต้อง Move On ไปเพียงลำพัง เป็นหน้าที่ของคุณที่จะไปหาคำตอบจากคุณลุงทนายในท้ายที่สุด แต่ที่บอกได้คือ

เผลอๆ ฉันว่าคุณอาซังกูอาจเป็นแรงบันดาลที่ทำให้กือรูได้เข้าใจถึงความรู้สึกของการมีผีเสื้อกระพือปีกอยู่ในหัวใจแล้วทะยานออกไปทางดวงตาก็ได้

Move To Heaven บทละครที่พัฒนามาจากหนังสือของผู้ที่เป็นคนเกาหลีคนแรกที่ทำหน้าที่เก็บกวาดสถานที่เกิดเหตุที่มีผู้เสียชีวิต สารจาก Move To Heaven เรื่องนี้ก็ทำให้ฉันเชื่อว่าผู้ชมจะตระหนักรู้ถึงคุณค่าของการมีชีวิต และใส่ใจคนอื่นที่อยู่รายล้อมรอบตัวแม้เขาจะไม่ใช่เพื่อนไม่ใช่ญาติพี่น้องหรือไม่ใช่แม้กระทั่งคนรู้จักก็ตาม ใครสักคนที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก และเราอาจกลายเป็นคนที่ช่วยเหลือให้เขาหลุดพ้นจากความทุกข์นั้นได้เพียงเพราะเราไม่ได้ละเลยหรือเมินเฉยต่อผู้อื่น

งานเก็บกวาดสถานที่เกิดเหตุและนำส่ง “สารสุดท้าย” ของผู้เสียชีวิตสู่ครอบครัวของพวกเขาอย่างเคารพและให้เกียรติ ด้วยการพิจารณาสิ่งของทุกชิ้นอย่างใกล้ชิด ทำให้บางครั้งกลายเป็นการพิสูจน์ความจริงและคืนความบริสุทธิ์แด่ผู้เสียชีวิตอย่างยุติธรรม และย่อมเป็นการส่งดวงวิญญาณนั้นในการเดินทางครั้งสุดท้ายของชีวิต ไปสู่ “ภพภูมิที่ดี” อย่างแท้จริง

ฮันกือรู ทำงานให้กับธุรกิจของพ่อคือบริษัท ‘Move to Heaven’ เป็นบริษัทที่รับจ้างเก็บกวาดสถานที่ของผู้เสียชีวิต บริษัทอื่น ๆ ที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน อาจแค่เก็บ ทำความสะอาด และทิ้งข้าวของเหล่านั้นไป แต่ ‘Move to Heaven’ แตกต่างออกไป พวกเขาไม่เพียงทำความสะอาดสถานที่ แต่พวกเขายังเก็บความทรงจำที่ผู้เสียชีวิตทิ้งเอาไว้ใส่ในกล่องแห่งความทรงจำ เพื่อส่งต่อไปให้ญาติหรือใครสักคนที่สมควรได้รับมัน

แต่แล้ววันหนึ่งพ่อของ ‘กือรู’ เสียชีวิตกะทันหัน ความเปลี่ยนแปลงใหม่เริ่มเข้ามา เมื่อเขาต้องใช้ชีวิตต่อจากนี้ร่วมกับ ‘โจซังกู’ (อีแจฮุน) อาแท้ ๆ ที่เพิ่งออกจากคุก และได้รับมอบหมายจากพ่อของเขาให้มาเป็นผู้อภิบาล

เรียกน้ำตาตั้งแต่ Ep แรก
จะบอกว่าซีรีส์เรื่องนี้คือภาพสะท้อนของความโดดเดี่ยว ก็ใช่ หรือจะบอกว่าซีรีส์เรื่องนี้คือตัวแทนความอบอุ่นที่หาได้เพียงแค่เปิดใจมอง ก็ใช่อีก คนเขียนบทนี่ยังไงนะ ถึงสามารถสานต่อเรื่องราวออกมาได้พอเหมาะพอเจาะ และควบรวมสองอารมณ์เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน กือรู ยืนอยู่บนฐานะของเด็กพิเศษ ที่ไม่เพียงแต่มีความสามารถในการจดจำสิ่งที่เขาสนใจเท่านั้น แต่มีความสามารถในการจดจำสิ่งต่าง ๆ ที่ได้พบ ได้เห็นและได้ยินอย่างแม่นยำและไม่ลืมเลือน ประหนึ่งเครื่องบันทึกความทรงจำกันเลย

ซีรีส์เปิดเรื่องมาด้วยการบาดเจ็บ ล้มตายสลับกับการแนะนำตัว กือรู และการบริการของ ‘Move to Heaven’ โดยใช้ความสัมพันธ์พ่อลูก ความรักความเอาใจใส่ต่อเพื่อนมนุษย์เป็นตัวขับเคลื่อน โดยใช้เวลาเพียง Ep เดียวสาดใส่ความรักความอบอุ่นของพ่อที่มีต่อลูก และสิ่งที่พ่อกล่อมเกลาจนเราต้องเสียน้ำตา ประสานไปกับชีวิตของผู้เสียชีวิตอื่นในเรื่อง ที่จะเป็นหัวเชื้อของแต่ละตอน จนทำให้เราจุกแน่นในอกและต้องหลั่งน้ำตาออกมาซ้ำสอง ไม่นะ!! เล่นกับความรู้สึกกันตั้งแต่ต้นเลยเหรอ แต่เขาก็ทำกับเราแบบนั้นไปแล้วค่ะ

ตัดพ้อสังคมอย่างเรียบง่ายแต่เจ็บปวด
ภาพสะท้อนที่ซีรีส์ใส่เข้ามาในทุก ๆ Ep สามารถแยกอารมณ์เราเป็นสองฝั่งอย่างเรียบง่าย เราสามารถรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ไปกับความสัมพันธ์ของตัวละคร ไม่ว่าจะเป็น กือรูกับพ่อ กือรูกับโจซังกูููผู้เป็นอา หรือกือรูกับ ‘ยุนนามู’ (ฮงซึงฮี) เพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามที่รักและเป็นห่วงกือรูดุจกัลยาณมิตร ที่สอดส่องทุกเรื่องของกือรู แต่ในอารมณ์อบอุ่นที่พร่างพราวอยู่ตลอดทั้งเรื่อง กลับมีอีกอารมณ์หนึ่งที่เล่นล้อเคียงข้างดุจเงาตามตัว และทำให้จุกแน่นในอก คือความโดดเดี่ยว อ้างว้างและการถูกทอดทิ้ง จากการเกิดและมีของบริษัทรับจ้างเก็บกวาดบ้านของผู้ที่เสียชีวิตเพียงลำพัง ซึ่งมีอยู่จริง ๆ ในญี่ปุ่นและเกาหลี
ซีรีส์เล่นกับประเด็นสังคมที่บอกว่า เราต่างถูกทอดทิ้งและเราเองยังเป็นหนึ่งในคนที่ทอดทิ้งใครบางคนให้อยู่ข้างหลังเสียเอง ความคาดไม่ถึงของเรามีส่วนทำให้สังคมนี้ โดยเฉพาะสังคมเมืองที่มีการแข่งขันกลายเป็นสังคมสมัยใหม่ที่แห้งแล้ง โดดเดี่ยว การจากไปของเพื่อนบ้าน หรือแม้แต่ความรู้สึกของคนข้าง ๆ ไม่ใช่สิ่งที่น่าสนใจมากเพียงพอสำหรับเรา เราต่างละเลยมัน
ซีรีส์กำลังบอกเราว่า ทุกวันนี้เราดูแลกันดีแล้วจริงเหรอในฐานะของพลเมือง ในฐานะของเพื่อนมนุษย์ เราไม่รู้เลยว่า มีคนมากมายถูกโดดเดี่ยวและพวกเขาต้องพบกับความโศกเศร้ามากแค่ไหน กลายเป็นซอกหลืบแห่งความเป็นมนุษย์ที่ไร้คนสนใจ เรามองแต่เรื่องฉาบฉวย แม้ว่าเขาจะใช้ชีวิตอยู่ข้าง ๆ เรานี่เอง ในทุก ๆ ตอนของซีรีส์มีสาส์นเหล่านี้อยู่อย่างเต็มล้น แตกต่างกันที่สีสันและเรื่องราวที่นำเสนอในแต่ละตอน ที่มันช่างกินใจเท่านั้นเอง  ดูหนังออนไลน์

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *