รีวิวซีรีส์ ฉลาดเกมส์โกง จากภาพยนตร์สู้ซีรีส์ หนังดีที่คุณห้ามพลาดเด็ดขาด

รีวิวซีรีส์ ฉลาดเกมส์โกง จากภาพยนตร์สู้ซีรีส์ หนังดีที่คุณห้ามพลาดเด็ดขาด

รีวิวซีรีส์ สรุป

โครงเรื่องจะเป็นของเดิมเกือบทั้งหมด (80%) แต่การใส่ดีเทลใหม่ๆ เข้าไปเติมเต็มเรื่องเดิมที่แทบสมบูรณ์แบบอยู่แล้วก็ทำให้เวอร์ชั่นซีรีส์นี้ดีในแง่มุมของการถ่ายทอดอารมณ์ความรัก ที่เวอร์ชั่นภาพยนตร์พยายามจะทำแล้วแต่ทำไม่ได้ถึงที่สุด และก็ต้องบอกว่า 4 นักแสดงนำใหม่ในเรื่องมีดีไม่แพ้เวอร์ชั่นเดิมเลยครับ แต่ว่าความเข้มข้นช่วงหลังดูแผ่วลงเพราะเลือกเดินตามแบบภาพยนตร์มากเกินไป ซึ่งคนที่ดูมาหนังมาก่อนแล้วรู้สึกว่าไม่ได้อะไรใหม่จากซีรีส์สักเท่าไหร่ แถมยังทำช่วงฉากจบต่อจากต้นฉบับเพิ่ม ซึ่งกลายเป็นบทอ่อนลงยวบยาบ แถมไม่สมเหตุผลจนน่าหงุดหงิดหลายอย่าง ก่อนที่จะจบแบบทำลายความดีงามของต้นฉบับไปหมดเลย

จุดเด่น

พาร์ทความรักที่โดดเด่นชัดเจนขึ้นตั้งแต่ตอนแรก
ลินคนใหม่ที่ไม่ซ้ำรอยภาพยนตร์ มีมิติมากขึ้น น่ารักกว่ามากด้วย
บทเกรซลึกขึ้นเด่นขึ้นจนเหมือนนางเอกสมทบคู่กับลิน
ซีนการโกงมีให้ลุ้นตลอดช่วงการเรียนมากกว่าเดิม
ตีแผ่การโกงของผู้ใหญ่ในวงการศึกษามากขึ้น

จุดด้อย

ในบางช่วงการโกงที่ยังมีช่องโหว่ให้จับผิดดูมีพิรุธมากจนไม่น่าเชื่อถือว่าทำได้จริง
บางซีนตั้งใจยืดทิ้งอารมณ์กินเวลานานไปจนดูเนือยๆ ปนอยู่บ้าง (แม้เรื่องจะกระชับเล่าเร็วแบบภาพยนตร์)
เดินเรื่องตามรอยภาพยนตร์แทบทั้งหมด จนไปถึงหลัง EP9 ไปถึงค่อยมีเนื้อเรื่องที่ใหม่จริงๆ
บทของ ผอ.ที่มีรายละเอียดมากขึ้น แต่ไม่ได้มีบทเรียนอะไรให้กับตัวละครนี้ไว้เลย
ฉากจบสุดท้ายปิดเรื่องแบบใหม่ที่ดูยัดเยียดมุมมองโลกสวยให้คนดูแบบไม่เข้าท่าเอามากๆ

ซีรีส์ ฉลาดเกมส์โกง (BAD GENIUS THE SERIES) เป็นการต่อยอดจากหนังดังมาเป็นฉบับซีรีส์ที่ยังคงเส้นเรื่อง โครงเรื่อง บทพูดหลายๆ อย่างมาจากของเดิม แต่ใส่ดีเทลรายละเอียดลึกขึ้น พร้อมกับนักแสดงชุดใหม่ทั้งเรื่อง และเปลี่ยนฉากจบใหม่ สามารถดูได้ผ่านทาง WeTV และต้นตุลาคมทาง Netflix

รีวิวจากการรับชม 12 ตอนจบ

โครงเรื่องยังใช้ชื่อตัวละครเดิมทั้งหมด โดยมีลิน (จูเน่-เพลินพิชญา โกมลารชุน) เด็กอัจฉริยะที่โกงเพื่อแก้แค้นโรงเรียน หวังเอาคืนค่าแป๊ะเจี๊ยะ ที่พ่อ (แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง) จ่ายให้กับผอ. (อุ๋ม-อาภาศิริ จันทรัศมี), แบงค์ (เจ้านาย-จินเจษฎ์ วรรธนะสิน) เด็กเนิร์ดที่กตัญญูต่อแม่ (นก-รัชนก แสงชูโต) แต่ต้องโกงเพราะฐานะทางบ้านจน แม่ต้องหาเงินมารักษาตัว, พัฒน์ (ไอซ์ พาริส อินทรโกมาลย์สุต) ลูกเศรษฐีที่โกงเพราะความกดดันจากครอบครัวที่มีพ่อ (วิลลี่ แมคอินทอช) เป็นจอมบงการ และ เกรซ (นาน่า-ศวรรยา ไพศาลพยัคฆ์) เด็กสาวที่ยากจะคาดเดาเหตุผล ว่าเธอโกงเพราะคล้อยตามเพื่อน เพื่อคนที่เธอรัก หรือเพื่อตัวเองกันแน่

ทำไมถึงต้องดูเวอร์ชั่นนี้ในเมื่อเวอร์ชั่นภาพยนตร์ก็สมบูรณ์แทบไร้ที่ติอยู่แล้ว นี่น่าจะเป็นคำถามที่หลายคนคิดก่อนดู และกลัวใจว่าพอมาเป็นซีรีส์เปลี่ยนนักแสดงใหม่หมดด้วย ไม่พ้นที่ต้องถูกนำมาเปรียบเทียบกับต้นฉบับในแง่ต่างๆ ซึ่งต้องขอบอกเลยว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนภาพยนตร์มาก่อน หรือไม่เคยดูเวอร์ชั่นนั้นมาเลย นี่ก็เป็นซีรีส์ไทยที่มีคุณภาพสูงมากแม้แพ้ภาพยนตร์ และยังช่วยเติมเต็มหลายๆ อย่างให้คนดูภาพยนตร์ได้อิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ตัวเรื่องแทบจะเดินไปด้วยเส้นเรื่องเดิมทั้งหมด แต่สิ่งที่ซีรีส์ขยายเพิ่มมาชัดเจนเลยคือเรื่อง “ความรัก” ของทุกคู่ หลายคนอาจจะยี้ไปก่อนว่าพอเป็นซีรีส์วัยรุ่นเลยยัดตรงนี้เข้ามา ซึ่งก็ใช่ มันเป็นจุดที่ขายแฟนๆ ได้ แต่ว่าตัวเรื่องก็ใส่มาแบบมีเหตุผลสอดคล้องไปกับบทที่ตามรอยภาพยนตร์ และเราก็จะเห็นว่าในภาพยนตร์เองก็พยายามจะใส่เรื่องความรักของลินกับแบงค์เข้ามาในช่วงหลังเหมือนกัน เพียงแต่เวลาในการเล่าไม่มีก็เลยได้เป็นแค่ความรู้สึกจางๆ ที่เอาจริงๆ มันก็พอเหมาะพอดีกับเวอร์ชั่นภาพยนตร์ที่มีข้อจำกัดด้านเวลา

แต่พอมาเป็นซีรีส์จุดนี้คือเพิ่มเข้ามาเด่นชัดตั้งแต่ตอนแรกที่ลินกับแบงค์เจอกันในแบบใหม่ โดยใส่ความประทับใจของลินที่มีต่อแบงค์มาเป็นแบบความรู้สึกดีๆ แรกพบเมื่อแบงค์ช่วยเด็กน้อยที่ถูกแกล้งด้วยความอ่อนโยน และก็ทำให้ลินได้รู้ว่าแบงค์เป็นคนยังไงตั้งแต่แรกพบ ในขณะเดียวกันก็เปิดตัวว่าเป็นคู่แข่งทางการเรียนชิงทุนเหมือนในภาพยนตร์ โดยที่แบงค์ประกาศเลยว่าจะไม่เป็นเพื่อนกับลินตั้งแต่แรก ทำให้มีดราม่าความรัก ความสัมพันธ์ที่ดีไปพร้อมกัน คนดูเองจะได้เห็นแง่มุมของลินที่โกงแบบตั้งใจไม่ให้ใครเดือดร้อน แต่กลับไปกระทบเข้ากับแบงค์ที่ไม่รู้เรื่องราวการโกงของลินเลย จนกลายเป็นความรู้สึกผิดที่เกาะกินใจ กลับกันแบงค์เองที่เริ่มรู้สึกดีๆ กับลินกลับกลายเป็นต้องชั่งใจระหว่างความถูกต้องที่เขายึดถือกับความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กับเพื่อน+คู่แข่งคนนี้ และดราม่าของสองคนนี้คือจุดเปลี่ยนที่ใหญ่สุด และผูกพันต่อเนื่องไปจนถึงตอนจบ ซึ่งถ้าใครชอบอารมณ์ในหนังที่มีเบาๆ ก็จะได้ส่วนความรักของคู่นี้มาเติมเต็มได้อิ่มอย่างแน่นอน

นอกจากนี้การแสดงของจูเน่ในบทลินแบบใหม่ที่มีน้ำตากับความรักมากขึ้น รวมถึงการเก็บกดหลายอย่างไว้ภายใต้หน้าตาที่น่ารัก แต่ให้เห็นผ่านทางการแสดงสีหน้าที่แสดงอารมณ์ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม จนไม่คิดว่าลินในเวอร์ชั่นนี้ด้อยกว่าลินในภาพยนตร์เลยแม้แต่น้อย อาจจะยากกว่าเสียด้วยซ้ำในเมื่อมีเรื่องความรักแบบจริงจังเข้ามาผสมกับการตัดสินใจหลายๆ อย่างที่ลินเวอร์ชั่นนี้ต้องกระอักกระอ่วนใจมากขึ้นเมื่อความรู้สึกกับแบงค์คือจุดอ่อนที่ลินปกปิดไว้ในเวอร์ชั่นนี้ แบงค์เองบทจะคล้ายๆ ของเดิมแต่ดูเด็กขึ้น และก็ต้องมีมุมที่ภาพยนอกดูแข็งกร้าว แต่ภายในอ่อนโยนเพิ่มมาให้กับแม่และลิน ก็ถือว่าผ่านเลยกับการแสดงครั้งแรกของ จินเจษฎ์ วรรธนะสิน และบทแบงค์ในซีรีส์ก็สานต่อความดาร์คมากขึ้นจากตอนจบของภาพยนตร์ที่ค้างไว้

คู่ของพัฒน์กับเกรซในภาพยนตร์เราได้เห็นหลายๆ อย่างไปแล้วตามประสาลูกคนรวยเปย์แฟน พัฒน์ยังคงเหมือนเดิม แต่ร้ายขึ้น กร้านโลกขึ้น มีแง่มุมความรักที่ดูจริงใจให้กับเกรซลึกมากขึ้น เรื่องการอดทนรอมี SEX กับเกรซ รวมถึงการพยายามทำสิ่งต่างๆ ให้เกรซประทับใจเพื่อรักษาความรักไว้ แต่สิ่งที่ซีรีส์หยิบมาขยายเพิ่มคือตัวละคร “เกรซ” ที่มีมิติลึกขึ้นมากกว่าสาวที่ดูไร้สมองสวยไปวันๆ แบบในหนัง ในซีรีส์ก็ยังใช้ภาพลักษณ์นั้นอยู่ และตัวนักแสดงก็มีเค้าโครงหน้าแบบเดิมพิมพ์เดียวกัน จนเหมือนเห็นการซ้อนทับกันกับเวอร์ชั่นภาพยนตร์อยู่ตลอดเวลา แต่เกรซเวอร์ชั่นนี้ได้เล่นอะไรหลายอย่างที่แตกต่างไปมาก อย่างความฝันอยากเป็นนักแสดงละครเวทีโรงเรียน ที่ต้องแลกมาด้วยอะไรหลายอย่างแบบที่คนดูก็ต้องรู้สึกรังเกียจ เห็นใจ หดหู่สะเทือนอารมณ์ไปกับการตัดสินใจของเกรซในบทนี้มาก และบทนี้ยังมีเล่ห์เหลี่ยมมากกว่าเดิม ซึ่งตัวเรื่องก็หยิบความสามารถการเป็นนักแสดงของเธอตามบทมาผูกกับเรื่องได้อย่างลงตัว จนกลายเป็นตัวละครที่คาดเดายาก มีความผันแปรทางอารมณ์สูงที่สุดในกลุ่มตัวละครหลักทั้ง 4 คน และก็ยังทำให้เกรซในเวอร์ชั่นนี้ดูเด่นขึ้นจนเหมือนเป็นนางเอกสมทบคู่ไปกับลินได้เลย ไม่ใช่แค่บทสมทบแบบในภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว

นอกจากพาร์ทเรื่องความรักที่โดดเด่นขึ้นมากที่สุดแล้ว ในเรื่องยังใส่เรื่องโกงการศึกษาในรูปแบบอื่นไว้เพิ่มเติมหลายอย่าง ตั้งแต่ตอนแรกก็เป็นเรื่องครูในโรงเรียนเปิดสอนพิเศษที่แลกมาด้วยคำตอบล่วงหน้าให้นักเรียนที่มีตังจ่ายเงินเรียน โดยที่มองว่ามันเป็นเรื่องปกติที่ครูที่ไหนๆ ก็ทำกัน เรื่องราวของแป๊ะเจี๊ยะแบบในภาพยนตร์ แต่ขยายความเพิ่มอีกนิดหน่อย แล้วก็มีเรื่องทุนการศึกษากับเด็กเส้น ก่อนที่จะไปถึงธุรกิจ “สอบแทน” ที่ได้นักแสดงอย่าง นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา (ดากานดาในเพื่อนสนิท) มารับบทติวเตอร์ที่เฟ้นหาคนมาร่วมงานผ่านธุรกิจกวดวิชาบังหน้า แต่บทที่ออกมากลับน้อยนิดจนไม่ได้เห็นการแสดงอะไรที่น่าจดจำของเรื่องเลย

ในช่วงท้ายเรื่องบทของแม่ลินจะมีเพิ่มเข้ามา เพื่อขยายความที่ว่าทำไมลินถึงอยู่กับพ่อ และแม่หายไปไหน แต่มีเข้ามาสั้นๆ แค่ช่วยเติมเต็มให้ลินดูมีพื้นฐานครอบครัวแตกแยกจากพ่อแม่แยกทางกันด้วยเรื่องการไปเรียนต่อในสมัยอดีตจนมาถึงรุ่นลูกอย่างลิน ที่เป็นปมให้ลินตัดสินใจวกกลับเข้ามาโกงการสอบเพื่อหาทุนไปเรียนต่อต่างประเทศอีกครั้ง

ตัวซีรีส์มีการเปลี่ยนทริกการโกงแบบใหม่ โดยที่ยังเอาของเดิมมาบอกเล่าก่อนปรับปรุงให้ดีขึ้น และก็เพิ่มช่วงเวลาโกงแบบลุ้นเหงื่อแตกให้เห็นมากขึ้น แต่ว่าก็อาจจะไม่ได้ทำจุดนี้ได้เนียนนักเหมือนภาพยนตร์ที่ดูๆ ไปก็มีช่องโหว่ให้คิดว่าเป็นจริงได้แค่ไหนเหมือนกัน ในซีรีส์อาจจะดูมีช่องโหว่พิรุธให้เห็นเพิ่มมากขึ้นด้วยครับ แต่ถ้าไม่ติดใจอะไรก็มองข้ามไปได้อยู่ เพราะตัวสาระของเรื่องอยู่ที่อารมณ์กดดันลุ้นระทึกที่ตัวเรื่องยังคงทำไว้ได้ดีเช่นเดิมไม่เปลี่ยน

สปอยล์ฉากจบแบบใหม่
ตัวเรื่องทำช่วงโกง GAT/PAT ในไทยเพิ่มขึ้น แต่เรื่องก็วางไว้แบบหลวมๆ ให้ทำไม่สำเร็จ ก่อนที่จะกลับไปจบแบบในภาพยนตร์ที่ลินออกมาสารภาพยอมรับผิดและเปิดโปงขบวนการโกงของแบงค์ แล้วฉากก็ตัดไปที่การรับโทษของแต่ละคนซึ่งก็เบาๆ ยกเว้นแบงค์ที่ต้องเข้าไปในสถานพินิจเยาวชน 1 ปี ในระหว่างนั้นลินก็มาเยี่ยมแบงค์และขอโทษที่ทำให้แบงค์ติดคุก ก่อนที่จะชวนแบงค์มาร่วมทีมใหม่ ด้วยการเล่นตามกติกาหวังเข้าไปในกระทรวงศึกษาแก้ไขระบบจากตรงนั้นโดยตรง ด้วยการเป็นรัฐมนตรีการศึกษาหรือถึงขั้นเป็นนายกไปเลย

รีวิวซีรีส์ หนังได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง
เบื้องหลังก่อนมาเป็น “ฉลาดเกมส์โกง” ที่ทำเอาผู้ชมตื่นเต้นไปในทุกจังหวะนั้น เกิดจากโปรเจกต์ที่พี่เก้ง–จิระ ส่งต่อให้กับ ‘บาส–นัฐวุฒิ พูนพิริยะ’ (ผู้กำกับสุดหล่อ) โดยได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของเด็กกลุ่มหนึ่งที่ใช้ความต่างเวลาในการโกงข้อสอบระดับโลก (ไม่ใช่เด็กไทยนะ) จนเป็นเรื่องราวที่โด่งดังขึ้นมาช่วงหนึ่ง
และเมื่อได้โจทย์มา พี่บาสก็เอามาปรับให้เข้ากับสภาพสังคมแบบไทยๆ จนออกมาเข้มข้นและรับประกันว่าใครดูก็ต้องชอบ

ไม่ใช่แค่โกงข้อสอบ แต่มันพูดถึงการโกงที่เกิดในสังคม
“ประเด็นใหญ่ๆ มันคือเรื่องการโกงในสังคมปัจจุบัน ประเด็นที่โขลกลงมาในหนังก็คือ มันพูดถึงเด็กวัยรุ่น ซึ่งสนามแห่งการโกงของเด็กวัยรุ่นมันไปไหนได้ไม่ไกลเท่าไหร่นอกจากโรงเรียน ก็เลยหยิบยกเรื่องการโกงข้อสอบมาเป็นประเด็นหลักของหนัง” บทสัมภาษณ์ นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ผู้กำกับหนังเรื่อง ‘ฉลาดเกมส์โกง’ จากนิตยสาร FILMAX ฉบับที่ 118 ประจำเดือน เมษายน 2560
จากที่ได้ชมนั้นจะรู้ได้เลยว่าทุกฉากทุกตอน มันสะท้อนอะไรที่ไปไกลกว่าห้องสอบ จะว่าง่ายๆ ก็คือมันการพูดถึงทัศนคติของคนโกงมากกว่าการโกง เลยยิ่งน่ากลัวเพราะคนที่มีความคิดว่า ‘การโกงไม่ผิดหรอก’ วันหนึ่งเขาก็จะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิดแบบเดิม แล้วสังคมเราจะต้องมีคนที่มีชุดความคิดแบบนี้เยอะแค่ไหนกันเชียวล่ะ ?

คำถามข้อที่ 1 : จงอธิบายเนื้อเรื่องย่อของ ‘ฉลาดเกมส์โกง เดอะซีรีส์’ โดยสังเขป
จากจุดเริ่มต้นการโกงข้อสอบในห้องเรียน.. จะลุกลามบานปลาย จนกลายเป็นการโจรกรรมข้อสอบระดับประเทศ พวกเขาเหล่านี้ไม่ใช่แค่นักเรียนมัธยม แต่คือตัวแทนที่สะท้อนการโกงในทุกระดับชั้นของสังคมไทย จากภาพยนตร์ปรากฏการณ์ ฉลาดเกมส์โกง สู่ละคร ฉลาดเกมส์โกง ที่จะพาคุณไปไกลกว่าเดิม ด้วยเรื่องราว ตัวละคร และบทสรุป ที่ใหญ่กว่า ใหม่กว่า และท้าทายยิ่งกว่า!

คำถามข้อที่ 2 : จากภาพยนตร์ ‘ฉลาดเกมส์โกง’ กลายมาเป็น ‘ฉลาดเกมส์โกง เดอะซีรีส์’ ได้อย่างไร จงอธิบาย
หลังจากที่ ‘ฉลาดเกมส์โกง’ (Bad Genius) เวอร์ชันภาพยนตร์ที่กำกับโดย นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ที่ออกฉายในปี 2560 สามารถกวาดเสียงตอบรับชื่นชมท่วมท้น กวาดรายได้ไปกว่า 113 ล้านบาทในประเทศไทย แถมยังออกไปโกยรายได้ในอีกหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก มาในปีนี้ GDH จึงได้เริ่มพัฒนาหนังเรื่องนี้ให้อยู่ในรูปแบบของซีรีส์ และเปลี่ยนนักแสดงใหม่ทั้งหมด ในชื่อ ‘ฉลาดเกมส์โกง เดอะซีรีส์’ (Bad Genius The Series) โดยครั้งนี้ ทาง GDH ได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มสตรีมมิงเจ้าใหญ่ของจีนอย่าง WeTV ที่จะฉายซีรีส์นี้ในรูปแบบ Simulcast ให้คนไทยและคนจีนกว่าพันล้านคนได้ชมไปพร้อม ๆ กัน

คำถามข้อที่ 3 : ภาพรวมของซีรีส์เรื่องนี้ เหมือนหรือแตกต่างจากเวอร์ชันภาพยนตร์อย่างไร จงอภิปรายให้ได้ใจความโดยละเอียด
แม้ว่าโดยรวมของซีรีส์เรื่องนี้ จะมีภาพรวมที่ชวนให้คิดไปว่าจะดึงเอากลิ่นอายเดิมจากในหนังมาชัดเจน และให้หมายรวมไปถึงพล็อตที่เน้นหนักในเรื่องของการเปิดโปง ตีแผ่เรื่องราวดราม่าในโรงเรียน ทั้งเรื่องของความเหลื่อมล้ำ โอกาสทางการศึกษาที่มีไม่เท่ากัน รวมไปถึงประเด็นดาร์กโลกแตกอย่างเรื่องของการเรียกแป๊ะเจี๊ยะ การที่ครูหารายได้เสริมด้วยการติวพิเศษแล้วแอบเอาข้อสอบมาเฉลยก่อน อันนำไปสู่สาเหตุของการ “โกง” ตั้งแต่การโกงข้อสอบเล็ก ๆ ในโรงเรียน จนถึงการโกงข้อสอบระดับโลก

แต่สิ่งที่ในซีรีส์สามารถทำให้ต่างออกไปได้อย่างชัดเจนมาก ๆ คือการเพิ่มเรื่องราวตีแผ่ประเด็นต่าง ๆ ที่ตัวละครแต่ละตัวต้องเจอ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นการสะท้อนเรื่องราวของสังคมไทยแทบทั้งนั้น ทั้งเรื่องของความหวังในการใช้การศึกษาเพื่อที่จะเปลี่ยนฐานะและสถานะทางสังคม การทำตาม Passion ของเด็กวัยรุ่น ม.ปลาย ที่แต่ละคนมีความสามารถแตกต่างกัน แต่กลับต้องถูกวัดผลความสามารถด้วยคะแนนการสอบ การมี Conflict of Interest (ผลประโยชน์ทับซ้อน) ในโรงเรียน รวมถึงเรื่องของประเด็นปัญหาเรื้อรังในสังคมในหลาย ๆ จุดที่แก้ไม่หายด้วย

คำถามข้อที่ 4 : ตามคำที่กล่าวไว้ว่า ‘ฉลาดเกมส์โกง เดอะซีรีส์’ EP.1 – EP.2 นั้นมีภาพรวม พล็อต ตัวละคร และกลิ่นอายต่าง ๆ ที่คล้ายคลึงไปในทางเดียวกับเวอร์ชันภาพยนตร์ ผู้เรียนเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร จงอภิปรายและยกตัวอย่าง
ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ตามเหตุผลต่อไปนี้

เห็นด้วย แน่นอนว่า ในหนัง เรื่องราวของการ “โกง” นั้นถือว่าเป็น Theme ใหญ่ที่ครอบคลุมตัวหนังไว้อยู่ ซึ่งแม้ว่าตัวหนังจะเล่าเรื่องของการออกแบบกลไกการโกงของครูพี่ลินและพรรคพวก แต่สิ่งที่ในหนังพยายามจะเล่าต่อออกมานั่นก็คือ เรื่องของการ “โกง” แม้ว่าการโกงของลินนั้นเป็นสิ่งผิด แต่การที่ลินต้องยอมโกง ก็ทำอยู่ภายใต้เหตุผลของการ “โกงล้างโกง” อีกทีหนึ่ง ซึ่งนั่นก็หนักแน่นพอที่จะทำให้เราเอาใจช่วยลินในการโกงข้อสอบไปโดยปริยาย

รวมถึงเรื่องของการออกแบบเนื้อเรื่อง และโจทย์ของการโกงในรูปแบบต่าง ๆ ให้ “ฉลาด” สมกับชื่อหนัง มีความสนุก ตื่นเต้น พลิกล็อกอยู่ตลอดทั้งเรื่องจนแทบจะเดาทางหนังไม่ถูก อีกทั้งยังสามารถคุม Mood & Tone ของหนังให้ออกมาเหมาะสม ซึ่งนี่คือสิ่งที่หนัง และในซีรีส์สามารถทำได้อย่างสำเร็จสวยงามในระดับที่ใกล้เคียงกัน

ส่วนที่ไม่เห็นด้วยเพราะ สิ่งที่ซีรีส์กำลังจะทำ คือการแผ้วทาง “ทางเลือกใหม่ ๆ ” ในการเล่าเรื่องนี้ให้ต่างจากความเป็นหนังอยู่พอสมควรเหมือนกัน แม้ว่าพล็อตโดยรวมของ 2 อีพีแรก จะมีทิศทางคล้าย ๆ กับเนื้อหาในช่วงครึ่งแรกในหนัง แต่สิ่งที่ในซีรีส์เติมต่อมาจากหนังนั่นก็คือเรื่องของการพยายามอุดรูรั่วต่าง ๆ ในหนัง เช่นการออกแบบการโกงข้อสอบด้วยตัวโน้ตเปียโน ซึ่งในซีรีส์ก็มีการปรับแต่ง “อะไรบางอย่าง” ทำให้ตัวซีรีส์ในอีพี 1-2 มีความแตกต่างจากเนื้อหาครึ่งแรกของหนังอย่างน่าสนใจ ดูหนัง

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *