ความแตกต่างระหว่าง การตลาดออนไลน์ SEO กับ SEM แตกต่างกันอย่างไร ?

การตลาดออนไลน์  เว็บไซต์เป็นสิ่งสำคัญของ การทำธุรกิจออนไลน์ ในปัจจุบัน ซึ่งจะมองว่าเป็นหน้าร้านในโลกออนไลน์เลยก็ว่าได้ แต่อย่างไรก็ตามการทำให้ผู้คนรู้จักกับธุรกิของคุณนั้นก็ต้องอาศัยการทำโฆษณา หรือ การโปรโมทเว็บไซต์ และแนวทางในการทำนั้นก็มีมายมายหลายวิธีการ ไม่ว่าจะเป็นการทำ SEO กับ SEM ซึ่งผู้ที่กำลังสงสัยว่าการทำ SEO และ SEM นั้นมันมีความแตกต่างกันอย่างไร

ความแตกต่างระหว่าง SEO กับ SEM แตกต่างกันอย่างไร ?

การทำแบบไหนมันดีกว่ากัน สามารถทำไปพร้อมๆ กันได้หรือไม่ เราจะมาตอบคำถามให้ทุกท่านได้ทราบกันแต่ก่อนอื่นเราขออธิบายความหมายของ SEO และ SEM เสียก่อนเพื่อให้ทุกท่านเข้าใจตรงกัน

SEM ย่อมาจาก Search Engine Marketing คืออะไร?

SEM นั้นเป็นคำเรียกของการทำการตลาดออนไลน์บนหน้าค้นหา Seach Eangine ซึ่งจะประกอบไปด้วยวิธี SEO ที่เราได้กล่าวในข้อถัดไป กับ Pay Per Click (PPC) เป็นการซื้อโฆษณา โดยการเรียกเก็บเงินในรูปแบบการจ่ายต่อคลิก ดั้นนั้นผู้ที่ทำ PPC จะต้องทำการประมูล คำหลัก (Keyword) เพื่อให้โฆษณานั้นปรากฎในหน้าค้นหา ซึ่งจะถูกกำหนดตำแหน่ง

โดยค่า Maximum Cots Per Click (Max.CPC) เป็นการกำหนดเพดานราคาที่เราจำต้องจ่ายกับ Google “เรายกตัวอย่างการทำโฆษณาบน Google” ว่าจะจ่ายในการคลิกแต่ละครั้งในราคาเท่าไหร่ และรวมไปถึง Quality Score ที่เป็นอีกหนึ่งสิ่ง หากคำหลักที่ประมูลนั้นตรงสิ่งที่จะโฆษณา และตรงกับหน้าเว็บไซต์ ก็จะได้คะแนนที่สูง กับกัน การประมูลในคำที่ไม่ตรงกับสิ่งที่โฆษณาทำให้ค่า CPC ของแต่ละคำหลักนั้นไม่เท่ากัน ยิ่งถ้าหากคำหลักนั้นเป็นที่นิยมแล้วมีผู้ค้นหามากเท่าไหร่ ก็จะมีคู่แข่งในการมูลคำหลักนั้นมากขึ้นซึ่งทำให้ราคาก็สูงตามไปด้วยนั้นเอง

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization คืออะไร ?
คือ การทำให้เว็บไซต์อยู่ในอับดับต้น ๆ ของการค้นหาในระบบ Search Engine อาทิเช่น Google, Bing, Yahoo ที่หลายท่านคงคุ้นเคยกันดีซึ่งจะใช้คำหลัก (Keyword) ที่เป็นตัวแปรสำคัญในการทำอันดับในหน้าการค้นหา ที่เป็นการทำแบบธรรมชาติโดยที่ไม่ต้องเสียเงิน แต่ต้องอาศัยองประกอบหลายๆอย่าง เช่น ความสมบูรณ์ของเนื้อหาภายในเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ Onpage (หน้าตาของเว็บไซต์) สัดส่วนในเนื้อการกระจายคำหลัก (Keyword) และความเป็นระเบียบของข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อผู้เข้าชมเว็บไซต์

และอีกส่วนที่เรียกว่า Off Page ซึ่งหากเรามองสิ่งนี้เป็นคะแนนในการโหวตให้กับเว็บไซต์ของเราก็ได้เพราะเป็นการทำ Backlink หรือลิ้งย้อนกลับมาที่เว็บไซต์ของเราเป็นคะแนนการโหวตว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นมีกี่คะแนนเสียง แต่ผู้ให้คะแนนเหล่านั้นก็ต้องมีความน่าเชื่อถือด้วย เพราะจะส่งเสริมให้เว็บไซต์ของคุณมีความน่าเชื่อถืออีกด้วย

เปรียบเทียบการทำระหว่าง SEM กับ SEO มีข้อได้เปรียบเสียเปรียบอะไรบ้าง

หากพูดถึงข้อได้เปรียบของการทำ SEM นั้นก็คือ PPC เป็นโฆษณาที่เห็นผลได้ในทันทีไม่ต้องใช้เวลาในการทำเท่ากับ SEO อีกทั้งยังสามารถที่จะเพิ่ม หรือ ลด คำสำคัญได้ตลอด เพียงแค่คุณมีเว็บไซต์เพียงหน้าเดียวก็สามารถที่จะทำได้ อีกทั้งเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ในทันที

แต่การทำ PPC จะมีข้อเสียเปรียบ SEO อยู่ที่เมื่อคุณหยุดจ่ายเงินโฆษณาก็ะหยุดงทันที ซึ่งต่างจากการทำ SEO ที่จะเห็ผลในระยะยาวแต่การทำนั้นก็ไม่มีอะไรมาวัดผลเป็นตัวเลขได้ ต่างจาก PPC ที่สามารถวัดผลเป็นข้อมูลให้คุณได้นำมาวิเคราะห์เพื่อใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์

จุดแตกต่างระหว่าง SEO กับ SEM

SEO และ SEM ไปด้วยกันได้ไม่ต้องแยกออกจากกัน

จากที่เราได้กล่าวไปข้างต้นนั้นการทำ SEO ก็คือส่วนหนึ่งของการทำ SEM ซึ่งการทำการตลาดทุกประเภทนั้นก็ไม่ควรเลือกวิธีใดวิธีหนึ่ง ดั้งนั้น สิ่งที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่รู้จักและเพิ่มยอดขายได้ ควรจะทำทั้งสองสิ่งนี่้ควบคู่กันไป เพราะว่าการทำ SEO นั้นค่อนข้างจะใช้เวลาอยู่พอสมควร กว่าจะเริ่มเห็นผลก็กินเวลาไปโดยประมาณอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งระหว่าง 6 เดือนนั้นคุณก็คงไม่อยากจะปล่อยให้ผ่านไปโดยเปล่าอย่างแน่นอน จึงต้องทำ SEM ควบคู่กันไป อีกทั้งยังส่งผลให้การทำ SEO นั้นมีประสิทธิภาพที่ดีอีกด้วย

อัตราการคลิกระหว่าง seo-sem
SEO vs SEM ควรลงทุนกับอันไหนดี?
เมื่อเข้าใจความหมายและผลัพธ์ของทั้งสองแล้ว คุณก็มีคำตอบที่ชัดเจนในใจแล้วว่าการทำในรูปแบบไหนที่เหมาะสำหรับธุรกิจของคุณ

พิจารณาจากคู่แข่ง
หากเพิ่มเริ่มใหม่อย่าเพิ่งท้อใจไปเสียเปล่า เราควรประเมินก่อนเสมอหรือรู้จักช่องทางไหนที่ธุรกิจของเราสามารถไปอยู่ในพื้นที่นั้นได้
พิจารณากลุ่มเป้าหมาย
ถ้าหากธุรกิจของคุณสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่าลึก ก็อาจจะเลือกหวังผลในระยะยาวกับการทำ SEO ดีกว่า แต่หากไม่มั่นใจหรือไม่แน่ใจเท่าไหร่กับตลาดสินค้าหรือธุกริจก็ทำ SEM ทำให้คุณสามารถทดลองโฆษณาเรื่อย ๆ เพื่อวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายและดูผลลัพธ์จากลูกค้าเพื่อศึกษาดูกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจของคุณ
พิจารณาระยะสั้น-ยาวของการซื้อ
ระยะเวลาที่ลูฏค้าซื้อสินค้าหรือบริการมากหรือน้อย ถ้าหากต้องการซื้อในระยะสั้น ก็ทำ SEM เพื่อให้สินค้าที่ลูกค้ากำลังต้องการในขณะนั้นได้ปรากฎให้ลูกค้าได้เห็น ซึ่งทำให้การตัดสินใจซื้อใช้เวลาในการพิจารณาอย่างฉับไว หรือ ถ้าหากการซื้อใช้เวลาในการพิจารณาสินค้า บริการยาวนาน ก็ใช้เป็น SEO
พิจารณาอายุของธุรกิจหรือเว็บไซต์ของคุณ
อายุของธุรกิจหรือเว็บไซต์ของคุณเพื่อประเมินว่าคววรเลือกทำช่องทางไหนก่อน หากเพิ่งเปิดธุรกิจมาหรือสินค้าังไม่เป็นที่รู้จักมากพอ เลือกทำ SEM เพื่อโปรโมทสินค้าให้เป็นที่รู้จักหรือผ่านตาของกลุ่มเป้าหมายแล้วนำไปสู่การทำ SEO ควบคู่ไปด้วยกันเพื่อมีความเข้าชมและคอนเวอชั่นที่อยู่ตัว

ระยะสั้นของ SEO vs SEM = SEM
ระยะยาวของ SEO กับ SEM = SEO

* สรุป การทำ SEO กับ SEM นั้นคุณควรวางแผนให้ดีก่อนในเรื่องของระยะเวลา ค่าใช้จ่ายในการทำ PPC (ประมูล คีย์) ว่ามีงบอยู่เท่าไหร่ เพราะถ้าหากคุณไม่วางแผนตั้งแต่แรกอาจจะเกิดการใช้งบประมาณที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นแล้วควรจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในด้านการตลาดออนไลน์ เพื่อให้ธุรกิจของคุณนั้นอยู่ในหน้าแรกของ Search Engine และได้รับประสิทธิภาพสูงสุด

 

ทำโฆษณาเฟซบุ๊ค Facebook Ads กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ละเอียดขึ้น
บริการรับทำFacebook Ads ที่สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้อย่างละเอียดเพื่อให้กลุ่มลูกค้าของคุณเข้าถึงสินค้าได้ง่าย ทำให้โฆษณาปรากฏขึ้นในฟีดข่าวของพวกเขา เมื่อพวกเขามีความสนใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสินค้าของคุณ หรือผู้ใช้ที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับเพจของคุณแต่ไม่ได้กดติดตาม เจาะจงเพศและวัยได้แม่นยำขึ้น จากรายงานของเฟซบุ๊ค เลือกพื้นที่ในการโปรโมทแฟนเพจได้มากกว่าเดิมด้วยขั้นตอนเหล่านี้

facebook messenger ads
ภาพตัวอย่าง: โฆษณาบนเฟซบุ๊ค และเฟสบุ๊ค เมสเซนเจอร์

ให้โฆษณาเข้าถึงทั้งผู้ใช้ใน Facebook และ Messenger
คุณสามารถเลือกได้ว่าต้องการให้โฆษณาของคุณปรากฏอยู่ในที่ใด จะปรากฏบนฟีดข่าวเฟซบุ๊คของกลุ่มเป้าหมาย หรือ ลงโฆษณา facebook แมสเซนเจอร์ (Messenger) ก็ได้เช่นกัน ซึ่งการโปรโมททั้ง 2 ช่องทางนี้เหมาะสำหรับขายสินค้าและบริการในทันที แต่หากต้องการเพิ่มผู้ติดตามเพจ การโปรโมทบนฟีดข่าวจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ค้าหาความต้องการซื้อ
ภาพตัวอย่าง: กลุ่มเป้าหมายจากความสนใจ หรือพฤติกรรมของผู้ใช้

ใช้สถิติเชิงลึกในการเลือกเพศและช่วงอายุของกลุ่มเป้าหมาย
แต่ละสินค้าและบริการนั้นเพศ และอายุของกลุ่มเป้าหมายจะมีความแตกต่างกันด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความต้องการ ,ความสนใจ ,อำนาจในการซื้อ เราให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้เพื่อเข้าถึงเพศและวัยของกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดที่สุด ด้วยวิธีการวิเคราะห์จากเครื่องมือที่แม่นยำในการค้นหาความสนใจของผู้ใช้ จากรายงานของเฟซบุ๊ค

กลุ่มเป้าหมาย
ภาพตัวอย่าง: การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่คัดจากเพศ และวัย

กำหนดกลุ่มเป้าหมายใหม่ หรือผู้ที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับเพจก็ได้
การมองหากลุ่มเป้าหมายจากเพศ หรือวัยอาจไม่พออีกต่อไป ไม่ว่าคุณจะทำโฆษณาเฟสบุ๊คเพื่อมองหากลุ่มลูกค้าใหม่ๆ หรือโฆษณาไปยังผู้ติดตามเพจ หรือเพื่อนของผู้ติดตามเพจที่มีความสนใจเช่นเดียวกัน หรือผู้ที่เคยมองเห็นเพจของคุณผ่านๆแต่ไม่ได้กดติดตาม ก็สามารถทำได้ เพื่อทำให้บุคคลเหล่านี้เห็นโฆษณาซ้ำ และกลายมาเป็นลูกค้าของคุณ

โฆษณาเฟซบุ๊ค กลุ่มเป้าหมายจังหวัดต่างๆ
ภาพตัวอย่าง: การเจาะจงกลุ่มเป้าหมายในจังหวักต่างๆ หรือภูมิประเทศต่างๆ

เจาะจงภูมิประเทศ หรือบริเวณโดยรอบ
การโฆษณาสามารถเลือกพื้นที่ได้ไม่จำกัด สินค้าและบริการที่แตกต่างกันทำให้กลุ่มเป้าหมายอยู่ในพื้นที่ที่แตกต่างกัน เราขอยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น สินค้าประเภทไอที จะสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายเพราะ คนที่อาศัยในเมือง หรือเมืองใหญ่จะมีความต้องการมากเป็นพิเศษ หรือสินค้าทางการเกษตร กลุ่มเป้าหมายจะอยู่ในพื้นที่ตามชนบท เรามีเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณรู้ว่า กลุ่มเป้ามายของคุณอยู่ในพื้นที่ใดของประเทศบ้าง

โฆษณาเฟซบุ๊ค ความสนใจ
ภาพตัวอย่าง: เครื่องมือที่สามารถเข้าถึงความสนใจของผู้ใช้ในช่วงที่ผ่านมา ในกรณีนี้กลุ่มเป้ามหมายคือผู้ที่มีความสนใจใน ประกันชีวิต และ ประกันรถยนต์

เลือกกลุ่มเป้าหมายจากความสนใจ หรือพฤติกรรม
เข้าใกล้ลูกค้าใหม่ๆได้ง่ายขึ้นอีก เมื่อคุณสามารถเลือกบริการรับลงโฆษณาออนไลน์ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจในเรื่องต่างๆในช่วงเวลานั้น ยกตัวอย่างเช่น คุณต้องการขายอุปกรณ์ในการทำขนม หากผู้ใช้มีความสนใจในบริการสอนทำเค้กฟรี พวกเขากำลังมองหาวีดีโอสอนทำเค้ก เมื่อความต้องการเหล่านี้มีความสอดคล้องกับบริการของคุณ โฆษณาจะปรากฏบนฟีดข่าวของพวกเขา

เลือกบริการรับทำ Facebook Ads กับเรา เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของคุณได้ใกล้ขึ้นกว่าเดิม เพราะเรามีเครื่องมือในการวิเคราะห์เชิงลึก ที่สามารถค้นหาผู้ใช้ที่มีความสนใจใกล้เคียงกับสินค้าของคุณ บีบให้แคบลงด้วยการแยกเพศ และช่วงอายุ มองหาว่าพวกเขาค้นหาสินค้าจากพื้นที่ใดมากที่สุด

ขอเกริ่นนำก่อนว่าปัจจุบันการใช้งานเว็บไซต์มีจำนวนที่เพิ่มขึ้นสูงเรื่อย ๆ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่พัฒนาขึ้นทุกวันและพฤติกรรมของคนเราที่เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยี ธุรกิจหลากหลายธุรกิจจึงหันมาสร้างตัวตนบนอินเตอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น เช่น ธุรกิจด้านบริการหรือแบรนด์สินค้าทำให้การโปรโมทสินค้า หรือการสร้างตัวตนบนอินเตอร์เน็ตได้รับความนิยมสูงไปพร้อมกับเทคโนโลยีอีกทั้งเป็นการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าด้วยการโปรโมทหรือโฆษณา อีกทั้งเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าหรือแบรนด์ได้ดีอีกด้วย สำหรับการทำเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆ ในประเภทของ CMS ที่ช่วยให้การสร้างและการออกแบบเว็บไซต์เป็นไปได้ง่ายมากยิ่งขึ้น คือการใช้งานจาก WordPress

WordPress คืออะไร

WordPress คือ เป็นระบบจัดการเนื้อหาแบบโอเพ่นซอร์ส (Content Management System: CMS) ที่ใช้ PHP และ MySQL ฟรี เป็น CMS ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดถึง 65% ของผู้ใช้งานทั่วโลกและมีความสามารถในการสร้างเว็บไซต์ได้ทุกรูปแบบตั้งแต่การเริ่มต้นเขียนบล็อกโพสต์ไปจนถึงการสร้างร้านค้าออนไลน์ โดยไม่จำเป็นที่ต้องรู้เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมv

ทำไมคนส่วนใหญ่เลือกใช้งาน WordPress

  1. WordPress สามารถใช้งานได้ฟรีเพียงแค่ดาวน์โหลด ติดตั้งก็สามารถใช้งานได้ทันที
  2. WordPress ง่ายต่อการเรียนรู้และใช้งาน การใช้งานบนหน้าเว็บไซต์ไม่จำเป็นต้องจ้างนักเขียนโปรแกรมคอมพอิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ธุรกิจ, บล็อก, เว็บไซต์รูปภาพ หรือร้านค้าอีคอมเมิร์ซ ก็สามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย
  3. WordPress ทำงานได้ในทุกขนาดของหน้าจอและอุปกรณ์ การเข้าถึงเว็บไซต์ในการแสดงผลที่สามารถขึ้นแสดงผลได้ดี
  4. WordPress ลงเนื้อหาได้เร็วและสามารถตกแต่งได้ตามที่เราต้องการ ให้ความเป็นอิสระต่อการออกแบบเว็บไซต์
  5. WordPress ช่วยปกป้องเว็บไซต์ของคุณจากเฮกเกอร์และมัลแวร์ ทั้งนี้ การใช้งานควรศึกษาคู่มือการใช้งาน WordPress ก่อนทุกเมื่อ
  6. ลิขสิทธิ์ของเนื้อหาบนเว็บไซต์ที่สามารถควบคุมได้เอง ด้วยการโอนถ่ายไฟล์ เพื่อเผยแพร่ไปยังแพลตฟอร์มอื่น ๆ โดยการย้ายข้อมูลออกจาก WordPress
  7. Plugin (รูปแบบเสริม) ให้เลือกใช้งานได้ฟรีมากมาย ปลั๊กอินเพิ่มคุณสมบัติและฟังก์ชันการทำงานทุกประเภท แต่มีข้อเสียคือยิ่งมีปลั๊กอินมากก็ทำให้เว็บไซต์ได้รับความเสี่ยงของปัญหาที่เกิดขึ้น มากขึ้นเท่านั้น ปัญหาเกี่ยวกับปลั๊กอินอาจเป็นแบบสุ่มหรือมีปัญหาเฉพาะเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอัพเกรดปลั๊กอินนั้น
  8. Theme (รูปแบบการแสดงผล) ที่หลากหลาย ที่สามารถติดตั้งได้ในคลิ๊กเดียว เพียงเลือกซื้อหรือดาวน์โหลดมาใช้งาน

ความแตกต่างระหว่าง WordPress.com และ  WordPress.org

  • WordPress.com เป็นแพลตฟอร์มที่ให้ผู้ที่ต้องการมีบล็อกเป็นของตัวเอง เพียงแค่สมัครใช้งานบนหน้าเว็บ WordPress.com ก็สามารถใช้งานได้ทันที แต่มีความยืดหยุ่นด้านการใช้งานน้อย เพราะไม่สามารถนำปลั๊กอินและธีมอื่นเข้ามาติดตั้งภายใน แต่มีเวอร์ชั่นของการจ่ายเงินที่คุณสามารถอัปโหลดธีมและลงปลั๊กอินได้
  • WordPress.org เป็นโครงการซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ซ สามารถควบคุมการออกแบบและฟังก์ชั่นการทำงานของเว็บไซต์ได้อย่างสมบูรณ์ WordPress เป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งในโฮสต์ของตัวเอง องค์ประกอบหลัก ๆ ของการสร้างเว็บไซต์ คือ โฮสติ้ง โดเมน ธีมและปลั๊กอิน

ข้อดีและข้อเสียของการใช้งาน WordPress คืออะไร

ข้อดี

  • WordPress เป็นซอฟแวร์โอเพ่นซอร์สที่สามารถใช้งานได้ฟรี เพียงแค่จ่ายค่าบริการเพิ่มเติมสำหรับการเช่าพื้นที่ของเว็บไซต์ของคุณ (Hosting) และ Domain สามารถเลือกใช้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ
  • เลือกใช้ปลั๊กอินและธีมสำหรับการใช้งานจำนวนมากเพื่อปรับรูปลักษณ์และฟังก์ชั่นของเว็บไซต์ ปัจจุบันมีปลั๊กอินของ WordPress ที่สามารถใช้งานได้ฟรี มากกว่า 54,000 และธีมเวิร์ดเพรสฟรี 5,000 ธีม
  • เป็นมิตรต่อการแสดงผลการค้นหาของกูเกิ้ล หรือที่เรียกว่า SEO (Search Engin Otimization)  ที่ทำให้การติดอันดับได้ดีเพื่อให้ผู้เข้าชมเข้าถึงเว็บไซต์
  • รองรับการแสดงผลบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ,แท็บเล็ต และ PC เป็นผลการแสดงผลที่ดีเมื่อผู้ใช้งานต้องการค้นหาข้อมูลเนื้อหาที่เป็นประโยชน์และสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่าย
  • สามารถเพิ่มธีม (Theme) หรือลดปลั๊กอิน (Plugin) เพื่อเพิ่มประสิทธิาพการทำงานของเวิร์ดเพรสบนหน้าเว็บไซต์ได้หลากหลาย

ข้อเสีย

  • เนื่องจาก WordPress เป็น Open Source ที่สามารถสร้างและออกแบบธีมและปลั๊กอินได้โดยไม่มีองค์กรใดตรวจสอบ จึงทำให้การดาวน์โหลดปลั๊กอินหรือธีมเพื่อเสริมการใช้งานนั้น มีการให้อนุญาตต่อผู้ออกแบบนั้นเข้าถึงการใช้งานในเว็บไซต์ของคุณได้
  • ข้อควรระวังคือการอัปโหลดธีมและลงปลั๊กอินที่ฟรีส่วนใหญ่แล้วดีและมีความปลอดภัย แต่ข้อควรระวังสำหรับการอัปโหลดคืออาจมีการเข้าถึงเว็บไซต์จากบุคคลอื่นหรือผู้ที่ออกแบบธีมหรือปลั๊กอินนั้นหรือในบางครั้งการอัพเกรดก็อาจทำให้ไซต์ของคุณเปลี่ยนไปไม่มากก็น้อย
  • มีข้อจำกัดสำหรับการใช้งานในการออกแบบเว็บไซต์ ในเรื่องของการปรับแต่งอาจเป็นไปตามแทมแพลตที่เลือกมา นั่นหมายความว่าการออกแบบเว็บไซต์ให้ถูกหลักหรือการสร้างความน่าสนใจให้กับเว็บไซต์อาจลดลง และเมื่อต้องการปรับแต่งธีมมีค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้ฟังก์ชันใหม่ที่ครบครันของธีมนั้น ๆ

การใช้งานของเวิร์ดเพรส WordPress ขึ้นอยู่กับการออกแบบที่ดีเพื่อให้เว็บไซต์ได้รับความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีการใช้งานเว็บไซต์ที่ออกแบบมากจากเวิร์ดเพรสมากกว่า 455 ล้านเว็บไซต์ทั่วโลก เพื่อต้องการโปรโมทสินค้าหรือสร้างบล็อกสินค้า ธุรกิจของตัวเองในยุคของเทคโนโลยีจึงทำให้การมีเว็บไซต์เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า บริการของธุรกิจนั้นสามารถสร้างเว็บไซต์ได้ในแบบที่ต้องการได้

การเพิ่มยอดขายเป็นวิธีที่ทุกธุรกิจมุ้งเน้นที่จะทำให้เกิดผลอยู่แล้ว แต่จะมีวิธีที่แตกต่างกันออกไปตามวิธีคิดของแต่ละธุรกิจ ซึ่งอาจต้องลงแรงมากขึ้น ลงเวลามากขึ้น บ้างก็ต้องลงทุนมากขึ้น เพื่อให้ได้ผลลัพท์ที่ต้องการ แต่สำหรับการเพิ่มยอดขายออนไลน์นั้น เป็นวิธีง่ายๆ แต่ทำให้เกิดผลได้ยาก เพราะต้องอาศัยความเชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ พฤติกรรมของลูกค้า การเก็บข้อมูล และอื่นๆอีกมากมาย

ซึ่งในหัวข้อนี้แอดมิน Cz จะพูดถึงประเภทธุรกิจที่ควรปรับตัวเข้าสู่ออนไลน์ และช่องทางการทำการตลาดในแต่ละธุรกิจ เพื่อให้เห็นช่องทางมากขึ้นในการเพิ่มยอดขาย และเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเราอยู่ในยุคที่ใครก็ค้นหา ใครๆก็ถามอากู๋ Google

กิจการขนาดเล็ก
ธุรกิจประเภทนี้เป็นธุรกิจที่ตั้งอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในชุมชน การกระจายสินค้าจึงอยู่ในวงที่จำกัด เรียกได้ว่าคนที่จะซื้อสินค้านั้นก็เป็นผู้ที่สัญจรไปมาแถวๆร้านนั่นแหละ ด้วยเงื่อนไขที่จำกัด ยอดขายจึงจำกัดด้วยเช่นกัน นี่ยังไม่รวมคู่แข่งที่จะมาเปิดร้านแข่งอีกนะ ถ้ามีก็ยิ่งโดนดึงยอดขายเข้าไปใหญ่ ฉะนั้นกิจการขนาดเล็กควรเริ่มปรับตัวด้วยการ ปักแผนที่ร้านบนแมพของกูเกิ้ล และเข้าร่วมกับ Google My Bussiness เพื่อให้ลูกค้าค้นหาคุณเจอ

Google My Bussiness local
ภาพตัวอย่าง: การค้นหาธุรกิจขนาดเล็กในพื้นที่
“เช่น ตัวอย่างร้านน้ำผลไม้ปั่น ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีการค้นหานับร้อยครั้งต่อเดือนบนกูเกิ้ลแม้จะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก”

ธุรกิจเจ้าของคนเดียว
Business owner

สำหรับธุรกิจเจ้าของคนเดียว อาจเป็นธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง หรือเป็นประเภทโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กก็ได้ ซึ่งสามารถเริ่มต้นง่ายๆได้ด้วยการใช้วิธีเดียวกันกับกิจการขนาดเล็กแต่ทั้งนี้ก็ต้องมาดูกันที่ตัวสินค้าด้วยว่าสามารถขายทั่วประเทศได้หรือไม่ ถ้าได้ควรจะมีแฟนเพจร้าน เพื่อทำการโปรโมทสินค้าให้เป็นที่รู้จัก หากเป็นโรงงานก็ควรที่จะมีเว็บไซต์เพื่อให้พ่อค้าคนกลาง หรือลูกค้าพบสินค้าของคุณบนผลการค้นหา

ธุรกิจครอบครัว
Family business

สำหรับธุรกิจครอบครัวส่วนมากจะดำเนินกิจการกันเอง โดยช่วยเหลือกันในครอบครัว ปัจจุบันธุรกิจแบบนี้ลดน้อยลง เพราะขาดการต่อยอด และขยายกิจการ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี และเศรษฐกิจ จะส่งผลกระทบต่อยอดขายที่ลดลงเรื่อย ด้วยภาพลักษณ์ของธุรกิจที่ล้าสมัย การเกิดใหม่ของคู่แข่ง ดังนั้นสิ่งที่ควรทำอย่างแรกคือการปรับภาพลักษณ์ของร้านให้เข้ากับยุคสมัย และขยายกระตุ้นการรับรู้ด้วยรถโฆษณา จะโปรโมทผ่านแฟนเพจ หรือขายสินค้าของคุณบนแฟลตฟอร์มสินค้าออนไลน์ และควรศึกษาการทำ SEO บนแฟลตฟอร์มสินค้าบนไลน์ด้วย

ธุรกิจขนาดกลาง
Medium business

ขนาดของธุรกิจประเภทนี้ เป็นกิจการที่อาจจะมีพนักงานตั้งแต่ 10-50 คน ซึ่งต้องดูแล และผลิตสินค้าทุกวัน เดิมอาจจำหน่ายสินค้าภายในจังหวัด แล้วขยายสาขาไปยังจังหวัดต่างๆมากขึ้น ซึ่งวิธีเดิมนี้ใช้งบประมาณค่อนข้างสูง ทั้งที่สามารถยืดยุ่นได้ด้วยการทำเว็บไซต์ และทำอันดับให้เป็นที่รู้จัก แล้วส่งสินค้า หรือบริการไปยังจังหวัดต่างๆโดยบวกค่าบริการเพิ่ม นั่นจึงเป็นเหตุผลที่กิจการของคุณควรผันตัวเข้าสู่ธุรกิจออนไลน์ เพราะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่า ใช้งบประมาณน้อยกว่า

ผลิตภัณฑ์ขายปลีก-ส่ง
เรากำลังอยู่ในยุคที่ลูกค้าที่มีความต้องการซื้อสินค้าผ่านการเสิร์ชเพิ่มสูงขึ้นทุกปี และที่เติบโตไม่แพ้กันนั่นก็คือ เหล่าพ่อค้าแม่ค้าที่ค้นหาสินค้าราคาส่ง เพื่อนำมาจำหน่ายต่อ ธุรกิจค้าปลีก-ส่ง รายไหนที่เข้าสู่ออนไลน์ก่อนย่อมมีความได้เปรียบในการเติบโต โดยวิธีการนั้นก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร เพียงคุณฝากร้านกับเว็บไซต์ตัวแทนจำหน่าย หรืออาจจะทำหน้าเซลล์เพจหน้าเดียวเพื่อบอกถึงสินค้าของคุณ แล้วทำให้ผู้ใช้เห็นจากการเสิร์ชด้วยโฆษณาบนกูเกิ้ล (Google Ads) ทั้งนี้ควรจำหน่ายสินค้าบนแฟลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ด้วยเพื่อเพิ่มยอดขาย

ธุรกิจรับเหมา
เรากำลังขยับเข้าสู่ยุคที่ผู้ซื้อมักจะอ่านคอนเทนท์ก่อนตัดสินใจซื้ออะไรบางอย่าง นั่นจึงเป็นตัวบ่งชี้ได้ว่า ธุรกิจที่เน้นการขายอย่างเดียวอาจกลายเป็นสัญญาณเตือนที่จะทำให้กิจการดึงเหว เพราะการรักษาฐานลูกค้าบนออนไลน์นั้นต้องเสริฟคอนเทนท์ที่น่าสนใจอย่างสม่ำเสมอให้กับฐานลูกค้าที่มีความสนใจในเรื่องที่เกี่ยวกับธุรกิจของคุณ ผ่านเพจบนเฟซบุ๊ค หรือโซเชียลมีเดียต่างๆ จะทำให้ธุรกิจมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

รับทำ SEO

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *